หมวดว่าด้วยจริยธรรมอิสลาม
คำตอบ :
1. เพราะเป็นสาเหตุที่จะทำให้อัลลอฮ์ทรงรักใคร่
ในหะดีษ ที่ว่า: "ผู้เป็นบ่าวของพระเจ้า อันเป็นที่รักยิ่ง ณ พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพ คือ “ผู้ที่มีลักษณะนิสัยดีที่สุดในหมู่พวกเขา” รายงานโดย อัลฮากิมและอัต-ฏ็อบรอนีย์
2. เป็นสาเหตุทำให้มนุษย์รักใคร่
3. เป็นสิ่งที่มีน้ำหนักมากที่สุดในตาชั่ง
ในหะดีษ ที่ว่า: "สิ่งที่หนักที่สุดในตาชั่งในวันฟื้นคืนชีพ คือผู้ที่มีมารยาทที่ดีงาม" รายงานโดย อบูดาวูดและอัต-ติรมิซีย์
4. ผลบุญและการตอบแทนจะเพิ่มทวีคูณอันเนื่องจากการมีมารยาทที่ดี
ในหะดีษ ที่ว่า: "แท้จริงผู้ศรัทธาจะตระหนักดีถึงระดับของผู้ที่ยืนในเวลากลางคืนและถือศีลอดในตอนกลางวัน" รายงานโดย อะห์มัด
5. เป็นสัญลักษณ์ที่ชี้ถึงการมีศรัทธาที่สมบูรณ์
ในหะดีษ ที่ว่า: “บรรดามุอ์มินที่ความศรัทธาสมบูรณ์ที่สุด คือผู้ที่มีมารยาทที่งดงามที่สุด” รายงานโดย อบูดาวูดและอัต-ติรมิซีย์
คำตอบ : อัลอิห์ซาน หมายถึง การติดตามการเฝ้ามองของอัลลอฮ์อยู่เป็นประจำ และการใช้ความพยายามทุ่มเทในการทำความดีต่อเพื่อนมนุษย์
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “แท้จริงอัลลอฮ์ได้บัญญัติการทำความดีให้แก่ทุกสรรพสิ่ง” รายงานโดย มุสลิม
ส่วนหนึ่งจากรูปแบบของความดี มีดังนี้:
- ทำความดีในการเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ ด้วยการให้มีความบริสุทธิ์ใจในการเคารพภักดีต่อพระองค์
- ทำความดีต่อบิดามารดาด้วยคำพูดและการกระทำ
- ทำความดีต่อพี่น้องและเครือญาติ
- ทำความดีต่อเพื่อนบ้าน
- ทำความดีต่อเด็กกำพร้าและคนยากจน
- ทำความดีต่อคนที่ให้ร้ายท่าน
- ทำความดีในการโต้เถียง
- ทำความดีในด้านคำพูด
- ทำความดีต่อสัตว์
1. อะมานะฮ์หน้าที่ที่พึงมีต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา
รูปแบบ : หน้าที่ในการปฏิบัติด้านอิบาดะฮ์ เช่น การละหมาด การจ่ายซะกาต การถือศีลอด การประกอบพิธีหัจญ์ และอื่น ๆ ที่อัลลอฮ์ทรงกำหนดแก่พวกเรา
2. อะมานะฮ์หน้าที่ที่พึงมีต่อเพื่อนมนุษย์ อาทิเช่น:
- รักษาเกียรติยศของมนุษย์
- รักษาทรัพย์สินของพวกเขา
- รักษาชีวิตเลือดเนื้อของพวกเขา
- รักษาความลับของพวกเขา และทุกสิ่งที่พวกเขาไว้วางใจกับท่าน
อัลลอฮ์ตรัสถึงคุณลักษณะของผู้ที่ประสบความสำเร็จว่า: ความว่า “และบรรดาผู้ที่รักษาความไว้วางใจของพวกเขาและพันธสัญญาของพวกเขา” (อัลมุอ์มินูน : 8)
คำตอบ : คือการบิดพลิ้ว หมายถึง การละเลยหน้าที่ ๆ พึงมีต่ออัลลอฮ์ และหน้าที่ ๆ พึงมีต่อเพื่อนมนุษย์
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสไว้ว่า: ความว่า "โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงอย่าทุจริตต่ออัลลอฮ์ และเราะซูล และจงอย่าทุจริตต่อบรรดาของฝากของพวกเจ้า โดยที่พวกเจ้ารู้กันอยู่" [อัลอันฟาล : 27]
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “เครื่องหมายของคนกลับกลอก (มุนาฟิก) มี 3 ประการคือ เมื่อพูดจาเขาก็โกหก เมื่อสัญญา เขาก็ผิดคำสัญญา และเมื่อได้รับความไว้วางใจ เขาก็บิดพลิ้ว” รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
คำตอบ : คือการบอกกล่าวตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริง หรือตามสิ่งที่เกิดจริง
บางส่วนจากรูปแบบของความสัจจริง ได้แก่:
- สัจจริงในด้านการพูดกับคนอื่น
- สัจจริงในการสัญญา
- สัจจริงในทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำ
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “แท้จริงความสัจจริงจะนำไปสู่ความดี และความดีนำไปสู่สวรรค์ แท้จริงมีผู้ที่รักษาความสัจจริงจนได้รับการบันทึก ณ พระองค์อัลลอฮ์ว่าเป็นผู้ที่มีความสัจจริง” รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
คำตอบ : คือการโกหก หมายถึง ค้านกับความเป็นจริง เช่น การโกหกต่อผู้อื่น การผิดสัญญาต่าง ๆ และการเป็นพยานเท็จ
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “และแท้จริงการโกหกจะนำไปสู่ความชั่ว และความชั่วจะนำไปสู่ไฟนรก แท้จริงผู้โกหกเป็นอาจิน จนเขาถูกบันทึกไว้ ณ อัลลอฮ์ว่าเป็นจอมโกหก” รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “เครื่องหมายของคนกลับกลอก (มุนาฟิก) มี 3 ประการคือ เมื่อพูดจาเขาก็โกหก เมื่อสัญญาเขาก็ผิดคำสัญญา และเมื่อได้รับความไว้วางใจเขาก็บิดพลิ้ว” รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
คำตอบ : ประเภทของการอดทน มีดังนี้
1. อดทนในการเชื่อฟังปฏิบัติตามอัลลอฮ์
2. อดทนจากการฝ่าฝืนต่ออัลลอฮ์
3. อดทนต่อความเจ็บปวดที่ถูกกำหนด และจงขอบคุณต่อพระองค์ในทุกสถานการณ์
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า“และอัลลอฮ์ทรงรักใคร่ต่อบรรดาผู้อดทน” (อาลา อิมรอน : 146)
และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “มันเป็นเรื่องแปลกสำหรับกิจการของผู้ศรัทธา แท้จริงกิจการของเขาทั้งหมดเป็นความดีสำหรับเขา ซึ่งเรื่องนี้จะไม่เกิดขึ้นแก่คนหนึ่งคนใดนอกจากผู้ศรัทธาเท่านั้น ถ้าเขาได้รับความสุข เขาก็ขอบคุณและมันจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเขา, และถ้าเขาได้รับความทุกข์ เขาก็อดทน และมันจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเขา” รายงานโดย มุสลิม
คำตอบ : หมายถึงการขาดความอดทนในการทำความดี, การขาดความอดทนในการหลีกเลี่ยงการกระทำผิด, และการไม่พอใจต่อชะตากรรมโดยการพูดหรือการกระทำ
บางส่วนจากรูปแบบของการขาดความอดทน ได้แก่:
- การปรารถนาความตาย
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "พวกเจ้าจงอย่าได้หวังที่จะตายเพราะความทุกข์ยาก แต่หากจำต้องหวังที่จะตาย เขาก็จงขอว่า “โอ้ อัลลอฮ์ โปรดให้ฉันมีชีวิตอยู่ต่อ หากการชีวิตอยู่ต่อเป็นสิ่งที่ดีกว่าสำหรับฉัน และโปรดให้ฉันตาย หากการตายเป็นสิ่งที่ดีกว่าสำหรับฉัน" รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
- การตีแก้ม
- การฉีกเสื้อผ้า
- การเผยผม (การปล่อยผมให้หลุดออกมา)
- สาปแช่งตัวเอง
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ไม่ใช่พวกของเรา สำหรับผู้ที่ตบแก้ม ฉีกกระเป๋า และการวิงวอน ที่เป็นการวิงวอนของชาวญาฮิลียะฮ์ (ยุคก่อนอิสลาม)" รายงานโดย อัล-บุคอรีย์
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “รางวัลตอบแทนอันมากมายจะมาพร้อมกับการทดสอบที่ยิ่งใหญ่ และแท้จริงอัลลอฮ์เมื่อพระองค์ทรงรักใคร่กลุ่มชนใด พระองค์ก็จะทรงทดสอบกลุ่มชนนั้น ดังนั้นถ้าผู้ใดพึงพอใจ เขาก็จะได้รับความพึงพอใจจากพระองค์ และถ้าผู้ใดไม่พึงพอใจ เขาก็จะได้รับความโกรธกริ้วจากพระองค์” รายงานโดย อัตติรมิซีย์และอิบนุมาญะฮ์
คำตอบ : คือการให้การช่วยเหลือซึ่งกันและกันในเรื่องของสัจธรรมและความดีงาม
รูปแบบของการความร่วมมือ ได้แก่:
- ร่วมมือกันในการมอบสิทธิต่าง ๆ
- ร่วมมือกันในการตอบโต้ผู้อธรรม
- ร่วมมือกันในการบรรเทาความเดือดร้อนของเพื่อนมนุษย์และคนขัดสน
- ร่วมมือกันในเรื่องความดีงามทั้งหมด
- ไม่ร่วมมือกันในเรื่องที่เป็นบาป อันตราย และเป็นศัตรูกัน
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และพวกเจ้าจงร่วมมือกันในสิ่งที่เป็นคุณธรรมและความยำเกรง และจงอย่าร่วมมือกันในสิ่งที่เป็นบาปและเป็นศัตรูกัน และพึงกลัวเกรงอัลลอฮ์เถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรุนแรงในการลงโทษ” (อัลมาอิดะฮ์ : 2)
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ผู้ศรัทธากับผู้ศรัทธาเปรียบเสมือนอาคาร ซึ่งมันจะยึดเหนี่ยวซึ่งกันและกัน” รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “มุสลิมเป็นพี่น้องกับมุสลิม เขาจะไม่อธรรมต่อพี่น้องของเขา และเขาจะไม่จับตัวพี่น้องของเขา (มอบให้แก่ศัตรู) ผู้ใดช่วยเหลือธุระของพี่น้องของเขา อัลลอฮ์ก็จะทรงช่วยเหลือในธุระของเขา ผู้ใดบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่มุสลิมคนหนึ่งคนใด อัลลอฮ์จะทรงบรรเทาความเดือดร้อนหนึ่งจากความเดือดร้อนต่าง ๆ ในวันกิยามะฮ์ให้เขา และผู้ใดปกปิดสิ่งไม่ดีให้แก่มุสลิมคนหนึ่งคนใด อัลลอฮ์จะทรงปกปิดสิ่งไม่ดีให้แก่เขาในวันกิยามะฮ์” รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
คำตอบ : ประเภทของความละอายมีดังนี้
1. การละอายต่ออัลลอฮ์ จะเกิดขึ้นโดยการที่ท่านไม่ฝ่าฝืนต่อพระองค์อัลลอฮ์
2. การละอายต่อมนุษย์ ดังกล่าวนั้นคือการงดคำพูดที่น่ารังเกียจ การทำร้าย และการเปิดเผยความลับ
ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “การศรัทธามีมากกว่า 70 ประเภท หรือมีมากกว่า 60 ประเภท ประเภทที่ประเสริฐที่สุด คือการกล่าวว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่สมควรแก่การกราบไว้นอกจากอัลลอฮ์ ประเภทที่ต่ำสุด คือการขจัดสิ่งที่เป็นอันตรายออกจากถนนหนทาง และความละอายเป็นประเภทหนึ่งของการศรัทธา” รายงานโดย มุสลิม
คำตอบ : ส่วนหนึ่งจากความเมตตา ดังนี้:
- เมตตาและนอบน้อมต่อผู้อาวุโส
- เมตตาต่อเยาวชนและเด็ก ในหะดีษ ที่ว่า: "ไม่ใช่พวกของเราผู้ใดที่ไม่ให้เกียรติผู้อาวุโส และไม่เมตตาต่อผู้เป็นเด็ก" รายงานโดย อะห์มัด
- เมตตาต่อคนยากจน คนขัดสน และคนที่เดือดร้อน
- เมตตาต่อสัตว์โดยการให้อาหารและไม่ทำร้ายมัน
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ท่านจะเห็นว่าบรรดาผู้ศรัทธาในด้านความเอ็นดูเมตตา ด้านความรัก และการให้ความช่วยเหลือของพวกเขา เปรียบเสมือนกับร่างกาย เมื่ออวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดเจ็บปวด อวัยวะส่วนอื่น ๆ ของร่างกายก็จะเจ็บปวดไปด้วย ส่งผลให้นอนไม่หลับและเกิดอาการไข้” รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “บรรดาผู้มีความเมตตา พระเจ้าผู้ทรงเมตตาจะทรงให้ความเมตตาแก่พวกเขา ดังนั้นพวกเจ้าจงเมตตาต่อผู้ที่อยู่บนผืนดิน แล้วผู้ที่อยู่บนฟากฟ้าก็จะเมตตาต่อพวกเจ้า” รายงานโดย อบูดาวุดและอัตติรมิซีย์
คำตอบ : ประเภทของความรัก ดังนี้:
- รักต่ออัลลอฮ์ ตะอาลา
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และบรรดาผู้ศรัทธานั้นเป็นผู้ที่รักอัลลอฮ์มากยิ่งกว่า” (อัลบะเกาะเราะฮ์ : 165)
- รักต่อท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
ซึ่งท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ การศรัทธาของคนหนึ่งคนใดในพวกท่านยังไม่สมบูรณ์ จนกว่าฉันจะเป็นที่รักยิ่งสำหรับเขา มากกว่าบิดาของเขา และลูกของเขา” รายงานโดย อัล-บุคอรีย์
- รักต่อบรรดาผู้ศรัทธาและการรักความดีให้กับพวกเขาเหมือนที่เรารักมันสำหรับตัวเอง
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “การศรัทธาของคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกท่านยังไม่สมบูรณ์ จนกว่าเขาจะปรารถนาให้พี่น้องของเขาได้รับในสิ่งที่เขาปรารถนาจะให้ได้รับกับตนเอง” รายงานโดย อัล-บุคอรีย์
คำตอบ : คือการมีใบหน้าที่ยิ้มแย้ม มีความเบิกบาน มีรอยยิ้ม มีความอ่อนโยน แสดงออกถึงความปีติยินดีขณะที่ได้พบปะกัน
และจะตรงกันข้ามกับการมีใบหน้าบึ้งตึงเบือนหน้าหนี
มีหะดีษจำนวนมากที่ยืนยันถึงความประเสริฐในเรื่องดังกล่าว จากอบูซัร เราะฏิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่ากับฉันว่า: “ท่านอย่าดูถูกความดีงามใด ๆ แม้กระทั่งการพบปะพี่น้องของท่านด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม” รายงานโดย มุสลิม
ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “การมีใบหน้ายิ้มแย้มแก่พี่น้องของท่านนั้น ถือเป็นการบริจาคทาน” บันทึกโดย อัตติรมิซีย์
คำตอบ : คือการหวังให้ความโปรดปรานของคนอื่นหมดไป หรือรังเกียจต่อความโปรดปรานที่คนอื่นได้รับ
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และจากความชั่วร้ายของผู้อิจฉาเมื่อเขาอิจฉา” (อัลฟะลัก : 5)
จากอนัส บินมาลิก เราะฏิยัลลอฮุอันฮุ ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “พวกท่านจงอย่าโกรธกัน อย่าอิจฉาริษยากัน อย่าหันหลังให้กัน และจงเป็นบ่าวของอัลลอฮ์ที่เป็นพี่น้องกัน” รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
คำตอบ : คือการเยาะเย้ยพี่น้องมุสลิมด้วยกัน หรือการดูถูกด้อยค่าพวกเขา ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวไม่เป็นที่อนุญาต
อัลลอฮ์ได้ห้ามในเรื่องนี้ ดังที่พระองค์ตรัสว่า: ความว่า “โอ้ศรัทธาชนทั้งหลาย ชนกลุ่มหนึ่งอย่าได้เยาะเย้ยชนอีกกลุ่มหนึ่ง บางทีชนกลุ่มที่ถูกเยาะเย้ยนั้นจะดีกว่าชนกลุ่มที่เยาะเย้ย และสตรีกลุ่มหนึ่งอย่าได้เยาะเย้ยสตรีอีกกลุ่มหนึ่ง บางทีกลุ่มสตรีที่ถูกเยาะเย้ยจะดีกว่ากลุ่มที่เยาะเย้ย และพวกเจ้าอย่าได้ตำหนิตัวของพวกเจ้าเอง และอย่าได้เรียกกันด้วยฉายาที่ไม่ชอบ ช่างเลวทรามจริง ๆ ที่บรรดาผู้ศรัทธาจะเรียกกันว่าเป็นผู้ฝ่าฝืน ภายหลังจากที่ได้มีการศรัทธากันแล้ว และผู้ใดไม่สำนึกผิด ชนเหล่านั้นคือบรรดาผู้อธรรม” (อัลหุญุรอต : 11)
คำตอบ : คือการไม่มองว่าสูงส่งกว่าคนอื่น ไม่ดูถูกหรือด้อยค่าคนอื่น และไม่ปฏิเสธความจริง
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และปวงบ่าวของพระผู้ทรงกรุณาปราณีคือบรรดาผู้ที่เดินบนแผ่นดินด้วยความสงบเสงี่ยม” (อัลฟุรกอน : 63) หมายถึง บรรดาผู้ที่มีความนอบน้อม
ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ไม่มีคนใดที่นอบน้อมถ่อมตนต่ออัลลอฮ์ นอกจากอัลลอฮ์จะทรงยกสถานะเขาให้สูงส่ง” รายงานโดย มุสลิม
และท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “แท้จริงอัลลอฮ์ได้มีโองการมายังฉันให้พวกท่านมีความนอบน้อมถ่อมตน เพื่อที่ว่าคนหนึ่งจะได้ไม่หยิ่งยโสต่ออีกคนหนึ่ง และคนหนึ่งจะไม่ละเมิดต่ออีกคนหนึ่ง” รายงานโดย มุสลิม
คำตอบ : ประเภทการโอ้อวด มีดังนี้:
1. การโอ้อวดต่อสัจธรรม หมายถึง การปฏิเสธต่อสัจธรรมและไม่ยอมรับ
2. การโอ้อวดต่อมนุษย์ หมายถึง การดูถูกเหยียดหยามและด้อยค่า
ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ผู้ใดก็ตามที่มีความยโสโอหังในหัวใจแม้เพียงเท่าผงธุลีเดียว จะไม่ได้เข้าสวรรค์” ชายคนหนึ่งพูดว่า: หากมีคนหนึ่งเขารักที่จะให้เสื้อผ้าสวยงามและรองเท้าแวววับกระนั้นหรือ? ท่านเราะสูลตอบว่า “แท้จริงอัลลอฮ์ทรงสวยงามวิจิตรและพระองค์ทรงรักความสวยงาม การยโสโอหังเป็นการปฏิเสธสัจธรรมและเป็นการดูถูกคนอื่น” รายงานโดย มุสลิม
- การปฏิเสธสัจธรรม หมายถึง การไม่ยอมรับสัจธรรม
- การดูถูกคนอื่น หมายถึง การเยาะเย้ยหรือด้อยค่าผู้อื่น
- เสื้อผ้าสวยงามและรองเท้าแวววับไม่ได้เป็นการหยิ่งยโสแต่อย่างใด
คำตอบ :
- คดโกงในการซื้อการขาย กล่าวคือการปกปิดข้อตำหนิของสินค้า
- คดโกงในด้านการศึกษาเรียนรู้ อาทิ การที่นักเรียนโกงข้อสอบ
- คดโกงในด้านคำพูด เช่น เป็นพยานเท็จหรือการโกหก
- ไม่รักษาสัญญาในสิ่งที่พูดและสิ่งที่ตกลงกันไว้กับคนอื่น
ในเรื่องของการห้ามคดโกง ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เดินผ่านกองอาหาร แล้วท่านได้สอดมือเข้าไปในกองนั้น ปรากฏว่าเปียกชื้น ท่านกล่าวว่า: "มันคืออะไรกันนี้? คนขายว่า มันถูกน้ำฝนโอ้ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ท่านกล่าวว่า ทำไมท่านไม่เอามันมาไว้ข้างบนเพื่อคนได้เห็น ผู้ที่คดโกงไม่ใช่พวกของฉัน” รายงานโดย มุสลิม
อัศศุบเราะฮ์ หมายถึง ที่จัดวางหรือกองอาหาร
คำตอบ : คือการพูดถึงพี่น้องในสิ่งที่เขาไม่ชอบ ขณะที่เขาไม่อยู่ต่อหน้า
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และบางคนในหมู่พวกเจ้าอย่านินทาซึ่งกันและกัน คนหนึ่งในหมู่พวกเจ้านั้นชอบที่จะกินเนื้อพี่น้องของเขาที่ตายไปแล้วกระนั้นหรือ พวกเจ้าย่อมเกลียดมัน และจงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ” (อัลหุญุรอต : 12)
คำตอบ : คือความเกียจคร้านในการทำความดีและสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องปฏิบัติ
และในนั้นรวมถึง: ความเกียจคร้านในการปฏิบัติหน้าที่ที่จำเป็น
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “แท้จริงบรรดามุนาฟิกนั้นกำลังหลอกลวงอัลลอฮ์อยู่ ขณะเดียวกันพระองค์ก็ทรงหลอกลวงพวกเขา และเมื่อพวกเขาลุกขึ้นไปละหมาด พวกเขาก็ลุกขึ้นในสภาพเกียจคร้านโดยให้ผู้คนเห็นเท่านั้น และพวกเขาจะไม่กล่าวรำลึกถึงอัลลอฮ์นอกจากเพียงเล็กน้อยเท่านั้น” (อัลนิสาอ์ : 142)
ดังนั้นจำเป็นแก่ผู้ศรัทธาจะต้องไม่ขี้เกียจ ไม่ว่างงาน หรือนั่งปล่อยให้เวลาผ่านไปเฉย ๆ จะต้องพยายามในการทำงาน เคลื่อนไหว ทุ่มเท และมุ่งมั่นในชีวิตนี้เพื่อให้ได้รับความพอพระทัยจากอัลลอฮ์
คำตอบ : ประเภทของการโกรธ มีดังนี้:
1. การโกรธที่น่ายกย่อง คือการโกรธเพื่ออัลลอฮ์ เมื่อพวกปฏิเสธศรัทธา หรือพวกมุนาฟิก หรือผู้อื่นละเมิดสิ่งต้องห้ามของพระองค์
2. การโกรธที่น่าตำหนิ คือความโกรธที่ทำให้มนุษย์กระทำและกล่าวสิ่งที่ไม่สมควร
แนวทางการแก้ความโกรธที่น่าตำหนิ:
- อาบน้ำละหมาด
- หากยืนอยู่ให้นั่งลง และหากนั่งอยู่ให้นอนตะแคง
- จำเป็นต้องตระหนักถึงคำสั่งเสียของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในเรื่องดังกล่าวที่ว่า: “ท่านอย่าโกรธ”
- ให้ควบคุมตัวเองให้รอดพ้นจากการโกรธ
- ขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ให้รอดพ้นจากชัยฏอนมารร้ายที่ถูกสาปแช่ง
- การสงบเงียบ
คำตอบ : ความสุรุ่ยสุร่าย คือ การใช้จ่ายเกินความจำเป็น และที่ตรงกันข้ามกับมันนั้นคือ ความตระหนี่ คือ การไม่ยอมใช้จ่ายในสิ่งที่จำเป็น
สิ่งที่ถูกต้องคือ การสร้างสมดุลระหว่างทั้งสอง แล้วเขาจะเป็นมุสลิมที่ใจบุญ
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และบรรดาผู้ที่เมื่อพวกเขาใช้จ่าย พวกเขาก็ไม่สุรุ่ยสุร่ายและไม่ตระหนี่ และระหว่างทั้งสองสภาพนั้น พวกเขาอยู่สายกลาง” (อัลฟุรกอน : 67)
คำตอบ : ความขี้ขลาด คือ การกลัวในสิ่งที่ไม่สมควรจะกลัว
เช่น การกลัวจากการพูดความจริง หรือกลัวในการห้ามความชั่ว
ความกล้าหาญ คือ การเผชิญกับสัจธรรม ตัวอย่าง การเผชิญหน้าในสมรภูมิญิฮาดเพื่อปกป้องอิสลามและพี่น้องมุสลิม
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวในดุอาอ์ของท่านว่า: » اللهم إني أعوذ بك من الجبن «
ความหมาย “โอ้อัลลอฮ์ แท้จริงฉันขอความคุ้มครองต่อพระองค์ให้รอดพ้นจากความขี้ขลาด”
และท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวอีกว่า: “ผู้ศรัทธาที่เข้มแข็งดีกว่าและเป็นที่รักยิ่งของอัลลอฮ์มากกว่ามุสลิมที่อ่อนแอ และในทุกคนย่อมมีความดีงาม” รายงานโดย มุสลิม
คำตอบ : คำพูดที่เป็นที่ต้องห้ามส่วนหนึ่งได้แก่ :
- การสาปแช่งและการด่าทอ
- การเรียกผู้อื่นว่า "ไอ้สัตว์" หรือสำนวนประมาณนี้
- พูดถึงเรื่องปกปิดของคนอื่นด้วยคำพูดที่ชั่วร้ายและลามก
- ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้ห้ามในเรื่องดังกล่าวว่า: “ไม่นับว่าเป็นผู้ศรัทธา ผู้ที่ด่าทอผู้อื่น ผู้ที่สาปแช่ง ผู้ที่ทำชั่ว และผู้ที่ลามก” รายงานโดย อัตติรมิซีย์และอิบนุมาญะฮ์
คำตอบ : สาเหตุส่วนหนึ่ง มีดังนี้:
1. ขอดุอาอ์จากอัลลอฮ์ทรงประทานจรรยามารยาทที่ดีและช่วยเหลือในเรื่องดังกล่าวแก่ท่าน
2. การเฝ้าติดตามของอัลลอฮ์ แท้จริงพระองค์ทรงรู้ ทรงได้ยิน และทรงเห็นทุกอริยาบถการเคลื่อนไหวของท่าน
3. พึงรำลึกเสมอว่าภาคผลบุญของการมีมารยาทดี มันคือสาเหตุที่จะทำให้ได้เข้าสวนสวรรค์
4. พึงรำลึกเสมอว่าบั้นปลายของการมีมารยาททราม มันคือสาเหตุที่จะทำให้ลงนรก
5. การมีมารยาทดีจะนำไปสู่การรักใคร่ของอัลลอฮ์และการรักของผู้คน และการมีมารยาททรามจะนำไปสู่การโกรธกริ้วของอัลลอฮ์และการโกรธเคืองของผู้คน
6. การอ่านชีวประวัติของท่านนบี ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และปฏิบัติตามจริยาวัตรของท่าน
7. การปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนที่ดีและออกห่างจากเพื่อนที่เลว
*******
และบทรำลึกที่ดีที่สุดคือ การที่หัวใจและลิ้นเห็นพ้องต้องกัน