หมวดนิติศาสตร์อิสลาม

คำตอบ : ความสะอาด คือ การขจัดสภาพที่ทำให้บุคคลไม่สามารถประกอบอิบาดะฮ์บางอย่างได้ และสิ่งโสโครกปฏิกูลให้หมดไป หมายถึง สิ่งที่มาห้ามเราไม่ให้สามารถละหมาดได้
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "กุญแจสำคัญในการละหมาด คือ ความสะอาด" รายงานโดย อบูดาวูด
การขจัดสิ่งปฏิกูล คือ การที่มุสลิมขจัดสิ่งสกปรกที่ตกอยู่บนร่างกาย เสื้อผ้า หรือสถานที่ที่ใช้ในการละหมาดออกไป
การขจัดหะดัษ คือ การอาบน้ำละหมาดหรือการอาบน้ำด้วยกับน้ำที่ใช้ทำความสะอาดได้ หรือการตะยัมมุม สำหรับผู้ที่ไม่มีน้ำ หรือมีอุปสรรคในการใช้น้ำ

คำตอบ : ล้างด้วยน้ำจนสะอาด ส่วนสิ่งที่โดนสุนัขเลียนั้น จะต้องล้างเจ็ดครั้ง ครั้งแรกด้วยน้ำที่ผสมกับดิน
จากอบูฮูรัยเราะห์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "การทำความสะอาดภาชนะของพวกท่านเมื่อสุนัขเลียไปในนั้น ต้องล้างให้สะอาด 7 ครั้ง โดยครั้งแรกให้ล้างด้วยดิน" รายงานโดย มุสลิม

คำตอบ : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: ความหมาย “เมื่อบ่าวมุสลิม (หรือกล่าวว่าเมื่อบ่าวผู้ศรัทธา) ได้อาบน้ำละหมาด เมื่อเขาล้างหน้า ความผิดทั้งปวงที่เขามองด้วยตาทั้งสองก็ได้ออกจากใบหน้าของเขาพร้อมกับน้ำ (หรือกล่าวว่าพร้อมกับน้ำหยดสุดท้าย) เมื่อเขาล้างมือทั้งสอง ความผิดทั้งปวงที่มือทั้งสองได้กระทำก็ได้ออกจากมือทั้งสองพร้อมกับน้ำ (หรือพร้อมกับน้ำหยดสุดท้าย) เมื่อเขาล้างเท้าทั้งสอง ความผิดทั้งปวงที่เท้าทั้งสองได้เหยียบย่ำก็ออกจากเท้าทั้งสองพร้อมกับน้ำ (หรือพร้อมกับน้ำหยดสุดท้าย) จนกระทั่งเขาออกมาในสภาพที่สะอาดบริสุทธิ์จากบาปทั้งปวง” บันทึกโดย มุสลิม

คำตอบ :
1. ล้างมือทั้งสอง (ฝ่ามือและหลังมือ) 3 ครั้ง และบ้วนปาก สูดน้ำเข้าจมูกและสั่งออก 3 ครั้ง
การบ้วนปาก คือ การเอาน้ำกลั้วปากและคายน้ำออกมา
การสูดน้ำเข้าจมูก คือ การใช้ลมสูดน้ำเข้าไปยังโพรงจมูก โดยใช้มือขวา
การสั่งน้ำออกมา คือการสั่งน้ำออกจากจมูกหลังจากสูดเข้าไป โดยใช้มือซ้ายรีดน้ำออกมา
3. ล้างใบหน้า 3 ครั้ง
4. ล้างมือทั้งสองข้างจนถึงข้อศอก 3 ครั้ง
5. ลูบศีรษะด้วยมือทั้งสองจากด้านหน้าของศีรษะและไปยังด้านหลัง และลูบใบหูทั้งสอง
6. ล้างเท้าทั้งสองจนถึงข้อเท้า (ตาตุ่ม) 3 ครั้ง
นี่คือรูปแบบของการอาบน้ำละหมาดที่สมบูรณ์ยิ่ง การกระทำดังกล่าวมีปรากฎในหลายบทจากหะดีษของท่านนบี ในตำราของอัลบุคอรีย์และมุสลิม ซึ่งรายงานโดยอุษมาน อับดุลลอฮ์ บิน ซัยด์ และท่านอื่น ๆ
และยังมีปรากฏในตำราของอัลบุคอรีย์และท่านอื่น ๆ อีกว่า: “แท้จริงท่านนบีอาบน้ำละหมาดหนึ่งครั้งหนึ่งครั้ง และอาบน้ำละหมาดสองครั้ง สองครั้ง”
หมายความว่า: ท่านจะล้างอวัยวะทุกส่วน ขณะอาบน้ำละหมาดหนึ่งครั้งหรือสองครั้ง

คำตอบ : ฟัรฎู คือ สิ่งที่ต้องปฏิบัติ การอาบน้ำละหมาดจะใช้ไม่ได้ หากละทิ้งข้อหนึ่งข้อใด
1. การล้างใบหน้า การบ้วนปากและการสูดน้ำเข้าจมูกก็เป็นส่วนหนึ่งจากการล้างใบหน้า
2. การล้างมือทั้งสองข้างจนถึงข้อศอก
3. การลูบศีรษะ และใบหูทั้งสองก็เป็นส่วนหนึ่งจากศีรษะ
4. การล้างเท้าทั้งสองข้างจนถึงข้อเท้า
5. การเรียบเรียงตามลำดับระหว่างอวัยวะต่าง ๆ โดยเริ่มจากการล้างใบหน้า มือทั้งสองข้างจนถึงข้อศอก ลูบศีรษะ และล้างเท้าทั้งสองข้าง
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า :
ความว่า "โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย เมื่อพวกเจ้ายืนขึ้นจะไปละหมาด ก็จงล้างหน้าของพวกเจ้า และมือของพวกเจ้าถึงข้อศอก และจงลูบศีรษะของพวกกเจ้า และล้างเท้าของพวกเจ้าถึงตาตุ่มทั้งสอง" (อัล-มาอิดะห์ : 6)
6. ความต่อเนื่อง คืออาบน้ำละหมาดในเวลาที่ติดต่อกัน โดยไม่มีสิ่งใดมาขวางกั้นจนอวัยวะต่าง ๆ แห้ง เช่น อาบน้ำละหมาดโดยการล้างบางส่วน และล้างอีกบางส่วนในเวลาถัดมา การอาบน้ำละหมาดเช่นนี้ถือว่าใช้ไม่ได้
เพราะมีหะดีษ ที่ว่า:
"แท้จริงแล้ว ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้เห็นชายคนหนึ่งกำลังละหมาด และหลังเท้าของเขามีส่วนหนึ่งขนาดเท่าเหรียญดิรฮัมซึ่งไม่โดนน้ำ ดังนั้นท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จึงสั่งให้เขาอาบน้ำละหมาดใหม่และทำการละหมาดใหม่อีกครั้ง" รายงานโดย อบูดาวูด

คำตอบ : สุนนะฮ์ในการอาบน้ำละหมาดคือ สิ่งที่ส่งเสริมให้ปฏิบัติ เมื่อกระทำจะได้ผลบุญเพิ่มขึ้น หากละทิ้งก็ไม่เป็นบาปแต่อย่างใด และการอาบน้ำละหมาดถือว่าใช้ได้
1. กล่าวบิสมิลลาฮ์ เพราะมีหะดีษ ที่ว่า: "ไม่ถือว่าเป็นการอาบน้ำละหมาด สำหรับคนที่ไม่ได้กล่าวพระนามของพระเจ้าเหนือสิ่งนั้น" รายงานโดย อบูดาวูด
2. แปรงฟัน เพราะมีหะดีษ ที่ว่า: "ถ้าหากว่ามันไม่เป็นการที่ฉันทำให้เกิดความยากลำบากต่อประชาชาติของฉันเเล้วไซร้ เเน่นอนฉันจะสั่งใช้พวกเขาให้เเปรงฟันทุกๆ การอาบน้ำละหมาด" รายงานโดย อะห์มัด
3. ล้างฝ่ามือและหลังมือทั้งสอง (ขณะเริ่มต้นอาบน้ำละหมาด)
4. การสางนิ้วมือและนิ้วเท้า เพราะมีหะดีษ ที่ว่า: "จงอาบน้ำละหมาดให้สมบูรณ์ จงให้น้ำเข้าถึงระหว่างนิ้ว และจงสูดน้ำเข้าจมูกลึกๆ เว้นแต่ว่าเจ้าถือศีลอด" รายงานโดย ผู้รายงานหะดีษซุนันทั้งหลาย
5. ล้างสองครั้งและสามครั้งในแต่ละอวัยวะ
6. เริ่มด้วยอวัยวะข้างขวา เพราะหะดีษ จากอุมมู มุมินีน ท่านหญิงอาอีชะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า: "ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม มักจะเริ่มทางขวาเสียก่อน ทั้งเวลาที่ท่านสวมรองเท้า หวีผม ทำความสะอาดร่างกาย และกิจการงานทั้งหมดของท่าน" รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
7. กล่าวบทรำลึกหลังอาบน้ำละหมาด ว่า: ความว่า "ฉันขอปฏิญาณว่า ไม่มีพระอื่นใดที่ถูกเคารพโดยแท้จริงนอกจากอัลลอฮ์ เพียงพระองค์เดียว ไม่หุ้นส่วนใดๆต่อพระองค์ และแท้จริงมุฮัมมัดเป็นบ่าวของพระองค์ และเป็นเราะซูลของพระองค์" รายงานโดย มุสลิม
8. ละหมาดสองร็อกอะฮ์หลังจากการอาบน้ำละหมาด เพราะมีหะดีษ ที่ว่า: "ผู้ใดที่อาบน้ำละหมาดเหมือนที่ฉันอาบน้ำละหมาด และได้ทำการละหมาด 2 ร็อกอะห์โดยไม่พูดคุยเรื่องราวของตัวเองระหว่างการละหมาดทั้งสอง อัลลอฮ์จะให้การอภัยโทษแก่เขาในบาปที่เขาได้กระทำมา" รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม

คำตอบ : สิ่งที่ทำให้น้ำละหมาดเป็นโมฆะ คือ
1. สิ่งที่ออกมาจากทวารหนักและทวารเบา อันได้แก่ปัสสาวะ อุจจาระ หรือลม
2. การหลับ วิกลจริต หรือเป็นลม เพราะมีหะดีษ ที่ว่า: "ดวงตาเป็นสิ่งเชื่อมโยงผูกผันกันกับทวารหนัก ดังนั้นผู้ใดที่นอนหลับ จึงจำเป็นที่เขาจะต้องทำการอาบน้ำละหมาด" รายงานโดยอบูดาวูด และ อิบนุมาญะฮ์
3. การบริโภคเนื้ออูฐ ชายคนหนึ่งถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า: ฉันต้องอาบน้ำละหมาดเนื่องจากบริโภคเนื้ออูฐหรือไม่? เขากล่าวว่า: “ใช่” รายงานโดย มุสลิม
4. การสัมผัสทวารหนักหรือทวารเบาด้วยมือโดยไม่มีสิ่งใดกั้น เพราะมีหะดีษ ที่ว่า: "ผู้ใดสัมผัสอวัยวะเพศของเขา ก็ให้เขาทำการอาบน้ำละหมาด" รายงานโดย อบูดาวุดและติรมิซีย์ และคนอื่นๆ

คำตอบ : คือ การใช้ดินและอื่น ๆ ที่มาจากดิน ขณะที่ไม่มีน้ำหรือมีอุปสรรคในการใช้น้ำ
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: ความว่า "แล้วพวกเจ้าไม่พบน้ำ ก็จงมุ่งสู่ดินที่ดี แล้วจงลูบใบหน้าของพวกเจ้าและมือของพวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงยกโทษเสมอ" (อัน-นิสาอ์: 43)

คำตอบ : ใช้ฝ่ามือทั้งสองทาบลงบนดินหนึ่งครั้ง แล้วลูบใบหน้าและหลังมือทั้งสองหนึ่งครั้ง
ตามที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวไว้กับอัมมาร บิน ยาสิร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า: "แค่นี่ก็เพียงพอแล้วสำหรับเจ้า” จากนั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ได้ใช้ฝ่ามือของเขาทั้งสองข้างตบพื้นแล้วเป่ามันทั้งสอง แล้วก็ลูบใบหน้าและฝ่ามือของเขา รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม

คำตอบ : ทุกสิ่งที่ทำให้น้ำละหมาดเป็นโมฆะ คือ
เมื่อเจอน้ำ มีน้ำใช้

คำตอบ : คุฟ คือสิ่งที่ใช้สวมเท้าซึ่งทำมาจากหนังสัตว์
ส่วนถุงเท้า คือสิ่งที่ใช้สวมเท้าที่ไม่ใช่หนังสัตว์
บัญญัติให้ลูบด้วยน้ำบนทั้งสองนั้นแทนการล้างเท้าได้
ตามหะดีษของอัล-มุฆีเราะฮ์ บิน ชุอ์บะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ รายงานว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ทำการอาบน้ำละหมาด และท่านได้ลูบบนถุงเท้าของท่าน รายงานโดย อบูดาวุดและติรมิซีย์ และคนอื่นๆ
และในหะดีษที่รายงานโดย บุคอรีย์และมุสลิม ว่า ท่านได้อาบน้ำละหมาด และได้ลูบคุฟ (สิ่งสวมใสที่ทำมาจากหนังสัตว์คล้ายๆ ถุงเท้า) ของท่าน

คำตอบ : เพื่อให้เกิดความสะดวกและผ่อนปรนแก่ปวงบ่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาหนาวและเดินทาง เนื่องจากจะมีความยากลำบากที่จะถอดสิ่งที่ใช้สวมเท้า อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: ความว่า (อัลลอฮ์ทรงประสงค์ให้มีความสะดวกแก่พวกเจ้า และไม่ทรงให้มีความลำบากแก่พวกเจ้า) (อัล-บะเกาะเราะฮ์: 185)

คำตอบ : คือ
1. ผู้สวมใส่จะต้องอยู่ในสภาพที่สะอาด คือหลังจากมีน้ำละหมาดแล้ว
ตามหะดีษของ อัล-มุฆีเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า: ฉันอยู่กับท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ในการเดินทาง และฉันได้ก้มลงเพื่อถอดคุฟของท่านทั้งคู่ และท่านก็กล่าวว่า: “ปล่อยมันทั้งคู่เถิด เพราะฉันใส่มาโดยที่มันสะอาด” แล้วท่านก็ได้ลูบมันทั้งคู่ รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
2. รองเท้าหนังจะต้องสะอาด ดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้ลูบบนรองเท้าหนังที่เปื้อนสิ่งโสโครกปฏิกูล
3. รองเท้าหนังจะต้องปกปิดส่วนที่จำเป็นต้องล้างในการอาบน้ำละหมาด
4. การลูบบนรองเท้าหนังจะต้องอยู่ในช่วงเวลาที่ถูกกำหนดไว้
สำหรับคนเดินทางคือ 3 วัน 3 คืน ส่วนคนที่ไม่ได้เดินทางคือ 1 วัน 1 คืน
ตามหะดีษของท่านอะลีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กำหนดให้ผู้เดินทางมีเวลา สามวันสามคืน และหนึ่งวันกับหนึ่งคืนสำหรับผู้คนปกติที่ไม่ได้เดินทาง รายงานโดย มุสลิม

คำตอบ : คือ วางนิ้วมือทั้งสองข้างซึ่งเปียกน้ำบนนิ้วเท้าทั้งสองข้าง แล้วลากผ่านไปยังแข้ง โดยมือขวาลูบบนเท้าขวา และมือซ้ายลูบบนเท้าซ้าย และแยกนิ้วมือขณะที่ลูบ และลูบเพียงครั้งเดียว

คำตอบ : 1- ครบกำหนดระยะเวลา ดังนั้นไม่อนุญาตให้ลูบบนรองเท้าหนังเมื่อครบระยะเวลาที่ถูกกำหนดไว้ คือ 1 วัน 1 คืน สำหรับคนที่ไม่ได้เดินทาง และ 3 วัน 3 คืน สำหรับคนที่เดินทาง
การถอดคุฟ เมื่อบุคคลหนึ่งถอดคุฟทั้งคู่ หรือ ข้างใดข้างหนึ่ง ออกหลังจากลูบแล้ว การลูบนั้นก็จะไม่ถูกต้อง

คำตอบ : คือ การเคารพภักดีเพื่ออัลลอฮ์ ด้วยกับถ้อยคำและการปฏิบัติที่ถูกกำหนดไว้เป็นการเฉพาะ เริ่มด้วยการตักบีร กล่าวว่า “อัลลอฮุอักบัร”และเสร็จสิ้นด้วยการให้สลาม กล่าวว่า “อัสสะลามุอะลัยกุม”

คำตอบ : การละหมาดเป็นฟัรฏู (สิ่งที่ถูกบังคับ) สำหรับมุสลิมทุกคน
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า (แท้จริงการละหมาดนั้นเป็นบัญญัติที่ถูกกำหนดเวลาไว้แก่บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย) (อัลนิสาอ์ : 103)

คำตอบ : การละทิ้งละหมาดคือการปฏิเสธศรัทธา ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “พันธสัญญาระหว่างเรา (ผู้ศรัทธา) และพวกเขา (ผู้ปฏิเสธ) คือการละหมาด ผู้ใดละทิ้งละหมาด แท้จริงเขาปฏิเสธศรัทธาแล้ว” บันทึกโดย อะห์มัด ติรมิซีย์ และท่านอื่นๆ

คำตอบ : จำเป็นต้องละหมาด 5 เวลา ในวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ประกอบด้วย:
1. อัลฟัจญริ 2 ร็อกอะฮ์
2. อัซซุฮริ 4 ร็อกอะฮ์
3. อัลอัศริ 4 ร็อกอะฮ์
4. มัฆริบ 3 ร็อกอะฮ์
5. อิชาอ์ 4 ร็อกอะฮ์

คำตอบ :
1. เป็นมุสลิม ดังนั้นการละหมาดของผู้ปฏิเสธศรัทธาจะใช้ไม่ได้ เพราะการตั้งภาคีนั้นจะทำให้การงานไร้ผล
อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า:
ความว่า (หากเจ้าตั้งภาคี (กับอัลลอฮ์) แน่นอนการงานของเจ้าก็จะไร้ผล) [อัซซุมัร : 65]
2. มีสติสัมปชัญญะ ดังนั้นการละหมาดของคนวิกลจริตจึงใช้ไม่ได้
3. รู้เดียงสา (บรรลุวัยที่รู้จักแยกแยะได้) การละหมาดของเด็กที่ไร้เดียงสานั้นใช้ไม่ได้
ตามหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า: "ปากกาถูกยกจากคน 3 จำพวก (ไม่ถูกบันทึกการลงโทษ) 1.ผู้ที่นอนหลับ จนกว่าจะตื่น 2. เด็ก จนกว่าจะบรรลุศาสนภาวะ 3. คนวิกลจริต จนกว่าจะหายและมีสติสัมปชัญญะ" รายงานโดย ผู้รายงานหะดีษซุนันทั้งหลาย
4. การตั้งเจตนา
ในหะดีษ ที่ว่า:
"แท้จริงทุกๆ การงานจะขึ้นอยู่กับการตั้งเจตนา และแท้จริงทุกๆ คนจะได้รับ (การตอบแทน) ตามที่เขาได้เจตนาไว้" บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์
5. เข้าเวลาละหมาด อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : ความว่า (แท้จริงการละหมาดนั้น เป็นบัญญัติที่ถูกกำหนดเวลาไว้แก่ผู้ศรัทธาทั้งหลาย) [ อัน-นิสาอ์ : 103]
6. สะอาดจากหะดัษ (สิ่งสกปรก) ในหะดีษ ที่ว่า: "อัลลอฮ์จะไม่ทรงตอบรับการละหมาดของคนหนึ่งคนใดในหมู่พวกเจ้า ในขณะที่เขามีหะดัษ จนกว่า เขาจะอาบน้ำละหมาด" รายงานโดย อัล-บุคอรีย์และมุสลิม
7. สะอาดจากสิ่งโสโครกปฏิกูล เนื่องจากอัลลอฮ์ได้ตรัสไว้ว่า: ความว่า (และเสื้อผ้าของเจ้า จงทำให้สะอาด) (อัล-มุดดัษษิร : 4)
8. ปกปิดเอาเราะฮ์ (คือส่วนของร่างกายที่ศาสนบัญญัติให้ปกปิด) อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า: ความว่า (ลูกหลานของอาดัมเอ๋ย ! จงเอาเครื่องประดับกายของพวกเจ้า ณ ทุกมัสยิด) [อัลอะอ์รอฟ : 31]
9. ผินหน้าไปทางกิบละฮ์ (กะบะฮ์) อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : ความว่า (ดังนั้นเจ้าจงผินใบหน้าของเจ้าไปทางมัสยิดิลหะรอมเถิด และที่ใดก็ตามที่พวกเจ้าปรากฏอยู่ ก็จงผินใบหน้าของพวกเจ้าไปทางทิศนั้น) [อัลบะเกาะเราะฮ์ : 144].

คำตอบ : รุก่น (องค์ประกอบหลัก) มี 14 ประการ ดังต่อไปนี้:
1. การยืนในละหมาดฟัรฎูสำหรับผู้ที่มีความสามารถ ตามหะดีษของ อิมรอน บิน หุซอยน์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า: “เจ้าจงละหมาดในสภาพที่ยืน หากไม่สามารถยืนได้ก็ให้นั่ง หากไม่สามารถนั่งได้ก็ให้นอนตะแคง” รายงานโดย อัล-บุคอรีย์
2. ตักบีรอตุลอิห์รอม (เข้าพิธีละหมาด) โดยการกล่าวว่า “อัลลอฮุอักบัร” แปลว่า อัลลอฮ์ทรงเกรียงไกรยิ่ง ด้วยกับคำกล่าวของท่านนบี อลัยฮิเศาะลาติวัสสลาม ที่ว่า: "เมื่อเจ้ายืนขึ้นเพื่อที่จะละหมาด ดังนั้นก็ให้เจ้ากล่าวตักบีร" รายงานโดย อัล-บุคอรีย์และมุสลิม
3. อ่านสูเราะฮ์ อัลฟาติหะฮ์ ด้วยกับคำกล่าวของท่านนบี อลัยฮิเศาะลาติวัสสลาม ที่ว่า: "การละหมาดนั้นใช้ไม่ได้สำหรับผู้ที่ไม่อ่านอัลฟาติหะฮ์" รายงานโดย อัล-บุคอรีย์และมุสลิม
4. รุกูอ์ คือการก้มศรีษะ โดยยืดหลังให้ตรง และศีรษะอยู่ในระดับเดียวกับหลัง
5. การเงยศีรษะขึ้นจากการรุกูอ์
6. อิอ์ติดาล คือการยืนตรงหลังจากรุกูอ์ ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "หลังจากนั้น ให้เจ้าก้มรุกุวอ์จนกว่าจะสงบนิ่ง หลังจากนั้นให้เจ้าเงยขึ้นจนกว่าจะยืนตรง" รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
7. สุญูด คือ การก้มกราบด้วยหน้าผาก จมูก ฝ่ามือทั้งสอง เข่าทั้งสอง และปลายนิ้วเท้าทั้งสองจะต้องแตะกับสถานที่ที่สุญูด
8. การยกศีรษะขึ้นจากการสุญูด
9. การนั่งระหว่างสองสุญูด ด้วยกับคำกล่าวของท่านนบี อลัยฮิเศาะลาติวัสสลาม ที่ว่า: "หลังจากนั้น ให้เจ้ากราบสุญูดจนกว่าจะสงบนิ่งในการสุญูด หลังจากนั้น ให้เจ้ายกหัวขึ้นจนกว่าจะนั่งได้อย่างสงบนิ่ง" รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
และตามซุนนะฮ์ : วิธีการนั่งคือการนั่งแบบอิฟติรอช คือนั่งบนเท้าซ้าย และใช้เท้าขวายันพื้นโดยผินเท้าขวาไปยังกิบละฮ์ เพราะหะดีษ อุมมู มุมินีน ท่านหญิงอาอีชะฮื เราะฎิยัลลอฮุอันฮา กล่าวว่า: "ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะนั่งบนขาซ้าย และใช้เท้าขวายันพื้นขึ้น" รายงานโดย มุสลิม
10. เฏาะมะนีนะฮ์ คือการสงบนิ่งในทุก ๆ อริยาบท
11. การอ่านตะชะฮุดครั้งสุดท้าย ตามหะดีษอิบนุมัสอูด เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า : เราเคยกล่าวมันในละหมาด ก่อนการฟัรฏู (บังคับให้กล่าว) ตะชะฮ์ฮุด รายงานโดย อันนะซาอีย์ และเดิมเป็นหะดีษที่รายงานโดยอัล-บุคอรีย์และมุสลิม
12. การนั่งเพื่ออ่านตะชะฮุดครั้งสุดท้าย
13. การกล่าวสลาม 2 ครั้ง คือกล่าวว่า “อัสสะลามุอะลัยกุม วะเราะมะตุลลอฮ์” ดั่งมีหะดีษ ที่ว่า: "ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จะหันขวา และหันซ้าย โดยกล่าวสลาม ว่า "อัสสลามุ อะลัยกุม วะเราะมะตุลลอฮ์" ความว่า : ขอความสันติสุข และความเมตตาจากเอกองค์อัลลอฮ์จงประสบแด่พวกเจ้า" รายงานโดย อัตติรมิซีย์และคนอื่นๆ
14. การเรียบเรียงตามลำดับระหว่างองค์ประกอบต่าง ๆ ดังที่กล่าวข้างต้น ตัวอย่าง หากตั้งใจสุญูดก่อนรุกูอ์ การละหมาดถือว่าเป็นโมฆะ แต่หากเกิดจากความหลงลืม ก็จำเป็นที่จะต้องกลับไปรุกูอ์ แล้วก็สุญูด

คำตอบ : วาญิบของการละหมาดมี 8 ประการ ดังต่อไปนี้:
1. การกล่าวคำตักบีรต่าง ๆ อื่นจากตักบีเราะตุลเอี๊ยะรอม (ตักบีรเข้าพิธีละหมาด)
2. การกล่าวคำว่า “สะมิอัลลอฮุลิมันหะมิดะฮ์” สำหรับผู้ที่เป็นอิม่ามและละหมาดคนเดียว
3. การกล่าวคำว่า “ร็อบบะนา วะละกัลหัมดุ”
4. การกล่าวคำว่า “สุบหานะร็อบบิยัลอะซีม” จำนวน 1 ครั้งในขณะรุกูอ์
5. การกล่าวคำว่า “สุบหานะร็อบบิยัลอะลา” จำนวน 1 ครั้งในขณะสุญูด
6. การกล่าวคำว่า “ร็อบบิฆฟิรลีย์” ระหว่างสองสุญูด
7. การอ่านตะชะฮุดครั้งแรก
8. การนั่งเพื่ออ่านตะชะฮุดครั้งแรก

คำตอบ : มี 11 ประการ ดังต่อไปนี้:
1. การกล่าวดุอาอิสติฟตาห์หลังจากตักบีรอตุลอิห์รอมว่า "ซุบฮานะกะ อัลลอฮุมมะ วะบิฮัมดิกะ วะตะบาเราะกัสมุกะ วะตะอาลา ญัดดุกะ วะลาอิลาฮะ ฆ็อยรุก"
ความหมาย “มหาบริสุทธิ์พระองค์ท่าน ข้าแด่อัลลอฮ์ และพร้อมด้วยการสรรเสริญพระองค์ท่าน นามของพระองค์จำเริญยิ่ง เกียรติของพระองค์สูงส่งยิ่ง และไม่มีพระเจ้าใดที่คู่ควรแก่การเคารพภักดีอื่นจากพระองค์”
2. การอ่านคำว่า “อะอูซุบิลลาฮ์”
3. การอ่านบัสมะละฮ์ (บิสมิลลาฮ์)
4. การกล่าวคำว่า “อามีน”
5. การอ่านสูเราะฮ์หลังจากอัลฟาติหะฮ์
6. การอ่านเสียงดังสำหรับผู้ที่เป็นอิม่าม
7. การอ่านหลังจาก “สะมิอัลลอฮุลิมันหะมิดะฮ์ ว่า "มิลอัสสะมาวาติ, วะมิลอัลอัรฎิ, วะมิลอ มา ชิอ์ตะ มิน ชัยอิน บะอ์ดُ" ความหมาย “ซึ่งบรรดาการสรรเสริญที่เต็มท้องฟ้าและเต็มแผ่นดิน และเต็มทั่วสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ภายหลังจากนั้น”

8. การอ่านตัสบีห์มากกว่าหนึ่งครั้งในขณะรุกูฮ์ กล่าวคือสองครั้ง สามครั้ง และมากกว่านั้น
9. การอ่านตัสบีห์มากกว่าหนึ่งครั้งในขณะสุญูด
10. การอ่าน “ร็อบบิฆฟิรลีย์” มากกว่าหนึ่งครั้งในขณะนั่งระหว่างสองสุญูด
11. การอ่านศอละวาต (คำประสาทพร) แก่วงศ์วานของท่านนบี และอ่านบทขอพรหลังจากนั้น
สุนนะฮ์การกระทำต่าง ๆ และเรียกว่า “สุนนะฮ์อัลฮัยฮาต”:
1. การยกมือทั้งสองขณะตักบีรอตุลอิห์รอม
2. การยกมือทั้งสองขณะรุกูอ์
3. การยกมือทั้งสองขณะเงยศีรษะขึ้นจากการรุกูอ์
4. การปล่อยมือเมื่อยืนตรงหลังจากเงยศีรษะจากการรุกูอ์
5. การวางมือขวาบนมือซ้ายขณะกอดมือวางบนอก
6. การมองยังสถานที่ที่สุญูด
7. การแยกเท้าทั้งสองให้ห่างกันขณะที่ยืน
8. ขณะที่รุกูอ์มือทั้งสองจับที่หัวเข่าทั้งสอง แผ่นิ้วมือออก หลังตรง และให้ศีรษะอยู่ในระดับเดียวกับหลัง
9. อวัยวะต่าง ๆ ที่สุญูดสัมผัสกับสถานที่ที่สุญูด
10. ขณะสุญูดกางแขนออกห่างจากสีข้างทั้งสอง ลำตัวห่างจากหน้าขา และขาห่างจากแข้งทั้งสอง และแยกเข่าทั้งสองให้ห่างกัน เท้าทั้งสองตั้งโดยปลายนิ้วเท้ายันพื้น มือทั้งสองตั้งเสมอไหล่ นิ้วมือเหยียดชิดกัน
11. การนั่งอิฟติรอชระหว่างสองสุญูด และตะชะฮุดครั้งแรก ส่วนตะชะฮุดครั้งที่สองนั่งแบบตะวัรรุก
12. วางมือทั้งสองบนต้นขา โดยให้ฝ่ามือแนบลงและนิ้วทั้งหมดยืดชิดกันระหว่างสองสุญูด เช่นเดียวกันในตำแหน่งตะชะฮุด เว้นแต่ในตะชะฮุดให้กำมือขวาโดยงอนิ้วก้อยและนิ้วนาง และใช้นิ้วโป้งแตะกับนิ้วกลางเป็นวงกลม พร้อมทั้งชี้นิ้วชี้ขึ้นเมื่อกล่าวถึงอัลลอฮ์
13. การผินหน้าไปทางขวาและทางซ้ายขณะกล่าวสลามเสร็จสิ้นละหมาด

คำตอบ :
1. การละทิ้งรุก่นหรือเงื่อนไข จากเงื่อนไขต่าง ๆ ของการละหมาด
2. การพูดโดยเจตนา
3. การรับประทานหรือดื่ม
4. การเคลื่อนไหวมาก ๆ และติดต่อกัน (คือการเคลื่อนไหวที่ไม่เกี่ยวกับการละหมาด)
5. การเจตนาละทิ้งสิ่งที่เป็นวาญิบของการละหมาด

คำตอบ : วิธีการละหมาดมีดังนี้:
1. ผินทุกส่วนของร่างกายสู่กิบละฮ์ โดยไม่เอียงและหันไปทางอื่น
2. ตั้งเจตนาละหมาดที่ต้องการด้วยจิตใจ ไม่เปล่งคำเจตนาออกมา
3. ตักบีรอตุลอิห์รอมเริ่มละหมาดโดยกล่าวว่า “อัลลอฮุอักบัร” และยกมือทั้งสองเสมอไหล่ขณะตักบีร
4. จากนั้นทาบมือขวาลงบนมือซ้าย แล้ววางบนอก
5. อ่านดุอาอ์อิฟติตาห์ ว่า: » اَللَّهُمَّ بَاعِدْ بَيْنِي وَبَيْنَ خَطَايَايَ، كَمَا بَاعَدْتَ بَيْنَ الْمَشْرِقِ وَالْمَغْرِبِ، اَللَّهُمَّ نَقِّنِي مِنَ الْـخَطَايَا كَمَا يُنَقَّى الثَّوْبُ الْأَبْيَضُ مِنَ الدَّنَسِ، اَللَّهُمَّ اغْسِلْ خَطَايَايَ بِالْمَاءِ وَالثَّلْجِ وَالْبَرَدِ«
คำอ่าน "อัลลอฮุมมะ บาอิดบัยนี วะบัยนะเคาะฏอยายา กะมาบาอัดตะ บัยนะมัชริกฺิ วัลมัฆริบ อัลลอฮุมมะ นักฺกฺินี มินัลเคาะฏอยา กะมายุนักฺกฺ็อษเษาบุลอับยะฎุ มินัดดะนะสิ อัลลอฮุมมัฆสิลเคาะฏอยายา บิลมาอิวัษษัลญิ วัลบะร็อด"
ความหมาย “โอ้อัลลอฮ์ ขอพระองค์ทรงโปรดให้ระหว่างฉันกับความผิดของฉันห่างไกลกัน เหมือนกับที่พระองค์ทรงให้ห่างไกลกันระหว่างทิศตะวันออกกับทิศตะวันตก โอ้อัลลอฮ์ได้โปรดให้ฉันสะอาดบริสุทธิ์จากความผิดของฉัน ดังที่ผ้าขาวถูกซักฟอกจนสะอาดบริสุทธิ์จากสิ่งโสโครก โอ้อัลลอฮ์โปรดชำระฉันให้สะอาดบริสุทธิ์จากความผิดของฉันด้วยน้ำ หิมะ และลูกเห็บ”
หรืออ่านสำนวนนี้ ที่ว่า: »سُبْحَانَكَ اللهم وَبِحَمْدِكَ وَتَبَارَكَ اسْمُكَ وَتَعَالَى جَدُّكَ وَلَا إِلَهَ غَيْرُكَ«
คำอ่าน "สุบหานะกัลลอฮุมมะ วะบิหัมดิกะ วะตะบาเราะกัสมุกะ วะตะอาลา ญัดดุกะ วะลาอิลาฮะฆ็อยรุกะ"
ความหมาย “มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ท่าน ข้าแด่อัลลอฮ์ และพร้อมด้วยการสรรเสริญพระองค์ท่าน พระนามของพระองค์จำเริญยิ่ง เกียรติของพระองค์สูงส่งยิ่ง และไม่มีพระเจ้าใดที่คู่ควรแก่การเคารพภักดีอื่นจากพระองค์”
6. จากนั้นให้ทำการกล่าวว่า: أﻋﻮذ ﺑﷲ ﻣﻦ اﻟﺸﻴﻄﺎن اﻟﺮﺟﻴﻢ
คำอ่าน “อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอนิรรอญีม"
ความหมาย “ฉันขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮ์ให้พ้นจากชัยฏอนมารร้ายที่ถูกสาปแช่ง”

7. อ่านบัสมะละฮ์ และสูเราะฮ์อัลฟาติหะฮ์ ความว่า (ด้วยพระนามของอัลลอฮ์ผู้ทรงกรุณาปราณี ผู้ทรงเมตตาเสมอ 1 การสรรเสริญทั้งหลายนั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮ์ผู้เป็นพระเจ้าแห่งสากลโลก 2 ผู้ทรงกรุณาปราณีผู้ทรงเมตตาเสมอ 3 ผู้ทรงอภิสิทธิ์แห่งวันตอบแทน 4 เฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกข้าพระองค์เคารพอิบาดะฮ์และเฉพาะพระองค์เท่านั้นที่พวกข้าพระองค์ขอความช่วยเหลือ 5 ขอพระองค์ทรงแนะนำพวกข้าพระองค์ซึ่งทางอันเที่ยงตรง 6 (คือ) ทางของบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงโปรดปรานแก่พวกเขามิใช่ในทางของพวกที่ถูกกริ้วและมิใช่ทางของพวกที่หลงผิด 7) [อัลฟาติหะฮ์ : 1-7]
หลังจากนั้น กล่าวว่า “อามีน” แปลว่า ขอพระองค์ทรงตอบรับการวิงวอนนี้ด้วยเถิด
8. อ่านส่วนที่สะดวกจากอัลกุรอาน ในละหมาดศุบฮิให้อ่านยาว ๆ
9. จากนั้นรุกูอ์ คือการโค้งหลังลงเพื่อเทิดเกียรติอัลลอฮ์ และกล่าวตักบีรขณะรุกูอ์ พร้อมกับยกมือทั้งสองเสมอไหล่ทั้งสอง และวิธีปฏิบัติตามซุนนะฮ์ในการรุกูอ์คือหลังเหยียดตรง ศรีษะอยู่ในระดับแนวเดียวกับหลัง และวางมือทั้งสองจับที่เข่าทั้งสอง แยกนิ้วมือให้ห่างจากกัน
10. กล่าวขณะรุกูอ์ว่า
« سُبْـحَانَ رَبِّيَ العَظِيمِ »
คำอ่าน: สุบหานะ ร็อบบิยัลอะซีม
ความหมาย: “มหาบริสุทธิ์แด่พระผู้อภิบาลของฉัน ผู้ทรงยิ่งใหญ่”
(อ่าน 3 ครั้ง)
และหากกล่าวเพิ่มเติมว่า
» سُبْـحَانَكَ اللَّهُـمَّ رَبَّنَا وَبِـحَـمْدِكَ اللَّهُـمَّ اغْفِرْ لي«
คำอ่าน: สุบหานะกัลลอฮุมมะ ร็อบบะนา วะบิหัมดิกะ อัลลอฮุมมัฆฟิรลีย์
ความหมาย: “มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ โอ้อัลลอฮ์ พร้อมกับการสรรเสริญพระองค์ โอ้อัลลอฮ์โปรดอภัยแก่ฉันด้วยเถิด” ก็จะเป็นสิ่งที่ดียิ่ง
11. เงยศีรษะขึ้นจากการรุกูอ์พร้อมกล่าวว่า :
« سَمِعَ الله لِـمَنْ حَـمِدَه »
คำอ่าน: สะมิอัลลอฮุ ลิมันหะมิดะฮ์
ความหมาย: “ขออัลลอฮ์ทรงรับฟังผู้สรรเสริญพระองค์ด้วยเถิด”
และยกมือเสมอไหล่ ส่วนมะอ์มูมไม่ต้องกล่าว แต่ให้กล่าวแทนว่า
« رَبَّنَا ولَكَ الحَـمْدُ »
คำอ่าน: ร็อบบะนา วะละกัล หัมดฺ
ความหมาย: “โอ้พระผู้อภิบาลแห่งเรา สำหรับพระองค์นั้นคือการสรรเสริญทั้งหลาย”
12. กล่าวหลังจากเงยศีรษะว่า :
« رَبَّنَا ولَكَ الحَـمْدُ مِلْءُ السَّمَاوَاتِ، وَمِلْءُ الأَرْض وَمَا بَيْنَـهُـمَا، وَمِلْءُ مَا شِئْتَ مِنْ شَيْءٍ بَـعْدُ »
คำอ่าน: ร็อบบะนา วะละกัล หัมด์ มิลอุส สะมาวาติ วะมิลอุลอัรฎฺ วะมาบัยนะฮุมา วะมิลอุ มาชิตะ มินชัยอิน บะดุ
ความหมาย: “โอ้พระผู้อภิบาลของเรา การสรรเสริญทั้งหลายเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ ซึ่งบรรดาการสรรเสริญที่เต็มท้องฟ้าและเต็มแผ่นดิน และเต็มทั่วสิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์ ภายหลังจากนั้น"
13. จากนั้นสุญูดครั้งแรก และกล่าวขณะลงสุญูดว่า “อัลลอฮุอักบัร”

และสุญูดบนอวัยวะทั้งเจ็ด คือ หน้าผาก จมูก มือสองข้าง เข่าสองข้าง และปลายนิ้วเท้าทั้งสองข้าง กางแขนทั้งสองออกห่างจากสีข้างทั้งสอง และศอกทั้งสองจะไม่แผ่ราบกับพื้น ปลายนิ้วทั้งหมดหันไปทางกิบละฮ์
14. กล่าวขณะสุญูด 3 ครั้งว่า:
« سُبْـحَانَ رَبِّيَ الأَعْلَى»
คำอ่าน: สุบหานะ ร็อบบิยัล อะอฺลา
ความหมาย: “มหาบริสุทธิ์แด่พระผู้อภิบาลของฉัน ผู้ทรงสูงส่งยิ่ง”
และหากกล่าวประโยคนี้เพิ่มด้วยก็จะเป็นการดียิ่ง
« سُبْـحَانَكَ اللَّهُـمَّ رَبَّنَا وَبِـحَـمْدِكَ اللَّهُـمَّ اغْفِرْ لي »
คำอ่าน: สุบหานะกัลลอฮุมมะ ร็อบบะนา วะบิหัมดิกะ อัลลอฮุมมัฆฟิรลีย์
ความหมาย: “มหาบริสุทธิ์แด่พระองค์ โอ้อัลลอฮ์ พระผู้อภิบาลของเรา พร้อมกับการสรรเสริญพระองค์ โอ้อัลลอฮ์โปรดอภัยแก่ฉันด้วยเถิด” จะเป็นการดียิ่ง
15. จากนั้นเงยศีรษะขึ้นจากการสุญูด พลางกล่าวว่า “อัลลอฮุอักบัร”
16. จากนั้นให้นั่งระหว่างสองสุญูดโดยวางเท้าซ้ายราบกับพื้น และตั้งเท้าขวาขึ้น พร้อมทั้งวางมือทั้งสองบนต้นขาและหัวเข่า
17. กล่าวขณะนั่งระหว่างสองสุญูดว่า: « رَبِّ اغْفِرْ لِي وَارْحَـمْنِي وَاهْدِنِي وَارْزُقْنِي وَاجْبُرْنِي وَعَافَنِي »
คำอ่าน: ร็อบบิฆฟิรลี วัรหัมนี วะฮฺดีนี วัรซุกนี วัจญบุรนี วะอาฟินี
ความหมาย: “โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน โปรดอภัยโทษแก่ฉัน เมตตาแก่ฉัน ชี้นำฉัน ให้ปัจจัยยังชีพฉัน ให้ฉันครบสมบูรณ์ในสิ่งที่บกพร่อง และโปรดให้ฉันสุขสบาย”
18. สุญูดครั้งที่สองเหมือนกับครั้งแรก ในการอ่าน การกระทำ และคำกล่าวตักบีร
19. จากนั้นเงยจากการสุญูดครั้งที่สอง พลางกล่าวว่า “อัลลอฮุอักบัร” แล้วละหมาดร็อกอะฮ์ที่สองเหมือนกับร็อกอะฮ์แรกทั้งคำกล่าวและการกระทำ เพียงแต่ไม่อ่านดุอาอ์อิฟติตาฮ์
20. หลังจากเสร็จสิ้นร็อกอะฮ์ที่สองแล้วให้นั่งเหมือนกับนั่งระหว่างสองสุญูด พลางกล่าวว่า “อัลลอฮุอักบัร”
21. อ่านตะชะฮุด ว่า: คำอ่าน: อัตตะหิยาตุลิลลาฮฺ วัศฺศอละวาตุ วัฏฺฏ็อยยิบาตฺ อัสลามุอะลัยกะ อัยฺยุฮันนะบิยฺยุ วะเราะฮฺมะตุลลอฮิ วะบะรอกาตุฮฺ อัสลามุอะลัยนา วะอะลา อีบาดิลลาฮิศฺ ศอลิหีน อัชฮะดุ อัลฺลาอิลาฮะ อิลฺลัลลอฮฺ วะอัชฮะดุ อันนะมุหัมมะดัน อับดุฮู วะรอสูลุฮฺ อัลลอฮุมมะ ศ็อลลิอะลา มุหัมมัด วะอะลาอาลิ มุหัมมัด กะมาศ็อลลัยตะ อะลาอิบรอฮีมะ วะอะลา อาลิอิบรอฮีม อินนะกะ หะมีดุมมะญีด อัลลอฮุมมะ บาริกอะลา มุหัมมัด วะอะลาอาลิ มุหัมมัด กะมาบาร็อกตะ อะลาอิบรอฮีม วะอะลาอาลิอิบรอฮีม อินนะกะ หะมีดดุม มะญีด อะอูซุบิ้ลลาฮิ มินอะซาบิยะฮันนัม วะมินอะซาบิลก็อบร์ วะมินฟิตนะติลมะห์ยา วัลมะม้าต วะมินฟิตนะติลมะซีหิดัดดัจจาล
ความหมาย: “การเคารพภักดีทั้งปวง การวิงวอนขอ และบรรดาสิ่งดี ๆ เป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ องค์เดียวเท่านั้น ขอความปลอดภัย ความเมตตาของอัลลอฮ์ ความจำเริญจากพระองค์จงมีแด่ท่าน โอ้ผู้เป็นนบี ขอความปลอดภัยจงมีแด่พวกข้าพระองค์ และแด่ปวงบ่าวขที่ดีขอองอัลลอฮ์ด้วย ข้าพระองค์ขอปฏิญาณตนว่า ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่คู่ควรแก่การเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮฺ และข้าพระองค์ขอปฏิญาณตนว่ามุหัมมัดเป็นบ่าวและศาสนทูตของพระองค์ ข้าแด่อัลลอฮ์ ขอได้โปรดประทานพรแด่มุหัมมัดและวงศ์วานของมุหัมมัด ดังที่พระองค์ได้โปรดประทานพรแก่อิบรอฮีมและวงศ์วานของอิบรอฮีม แท้จริงพระองค์ท่านเป็นผู้ทรงได้รับการสรรเสริญยิ่ง และทรงไว้ซึ่งเกียรติอันสูงศักดิ์ และได้โปรดประทานความศิริมงคลแก่มุหัมมัดและวงศ์วานของมุหัมมัด ดังที่พระองค์ได้ประทานแก่อิบรอฮีมและวงศ์วานของอิบรอฮีม แท้จริงพระองค์ท่านเป็นผู้ทรงได้รับการสรรเสริญยิ่ง และทรงไว้ซึ่งเกียรติอันสูงศักดิ์ ข้าแด่อัลลอฮ์ ขอความคุ้มครองต่อพระองค์ให้พ้นจากการทรมานของนรกญะฮันนัม และการทรมานในหลุมศพจากความวุ่นวายของการมีชีวิต และการตาย และจากความวุ่นวายของดัจญาล” จากนั้นวิงวอนขอตามที่ต้องการซึ่งสิ่งดี ๆ ในโลกนี้และปรโลก
22. สลามทางด้านขวา พร้อมกล่าวว่า "อัสสะลามุ อะลัยกุม วะเราะหฺมะตุลลอฮฺ" และทางด้านซ้ายก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน
23. หากเป็นการละหมาด 3 หรือ 4 ร็อกอะฮ์ ก็ให้อ่านตะชะฮุดครั้งแรกจนกระทั่งถึง "อัชฮะดุ อัลฺลาอิลาฮะ อิลฺลัลลอฮฺ วะอัชฮะดุ อันนะมุหัมมะดัน อับดุฮู วะรอสูลุฮฺ"
24. ลุกขึ้นยืนตรงพร้อมกล่าวตักบีร และยกมือทั้งสองเสมอไหล่
25. จากนั้นละหมาดในส่วนที่เหลือเหมือนกับร็อกอะฮ์ที่สอง เพียงอ่านแค่สูเราะฮอัลฟาติหะฮ์
26. จากนั้นนั่งแบบตะวัรรุก คือเท้าขวาตั้งปลายเท้ายันพื้น ให้เท้าซ้ายโผล่ออกมาโดยสอดไว้ใต้ขาขวา นั่งราบกับพื้น วางมือทั้งสองบนหน้าขา เหมือนกับตอนตะชะฮุดครั้งแรก
27. ในการนั่งดังกล่าวนี้อ่านตะชะฮุดทั้งหมด
28. ให้สลามทางด้านขวา และทางด้านซ้าย โดยกล่าวว่า
"อัสสะลามุ อะลัยกุม วะเราะหฺมะตุลลอฮฺ"

คำตอบ :
أَسْتَغْفِرُ الله
คำอ่าน: อัสตัฆฟิรุลลอฮฺ
ความหมาย: “ข้าขออภัยโทษต่ออัลลอฮ์” (3 ครั้ง)
اَللَّهُمَّ أَنْتَ السَّلَامُ وَمِنْكَ السَّلَامُ، تَبَارَكْتَ يَا ذَا الْجَلَالِ وَالْإِكْرَام
คำอ่าน:
อัลลอฮุมมะ อันตัสสะลาม วะมินกัสสะลาม ตะบาร็อกตะ ยาซัลญะลาลิ วัลอิกรอม
ความหมาย: “ข้าแด่อัลลอฮ์ พระองค์ท่านคือผู้ทรงบริสุทธิ์ยิ่ง และความสงบสันตินั้นมาจากพระองค์ พระองค์ทรงเปี่ยมไปด้วยความจำเริญ โอ้ผู้ทรงไว้ซึ่งความยิ่งใหญ่ และความมีเกียรติ”
لَا إِلَهَ إِلَّا اللَّهُ وَحْدَهُ لَا شَرِيكَ لَهُ، لَهُ الْمُلْكُ، وَلَهُ الْـحَمْدُ، وَهُوَ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيرٌ، اَللَّهُمَّ لَا مَانِعَ لِمَا أَعْطَيْتَ، وَلَا مُعْطِيَ لِمَا مَنَعْتَ، وَلَا يَنْفَعُ ذَا الْـجَدِّ مِنْكَ الْـجَدُّ
คำอ่าน:
ลาอิละฮะอิลลัลลอฮุ วะดะฮุลาชะรีกะละฮฺ ละฮุลมุลกุวะละฮุลหัมดุ วะฮุวะอฺะลากุลลิชัยอินเกฺาะดีร อัลลอฮุมมะ ลามานิอฺะลิมาอะอฏ็อยตะ วะลามุอฺฏิยะลิมามะนะอฺตะ วะลายันฟะอฺุซัลญัดดิมินกะญัดดุ
ความหมาย: “ไม่มีพระเจ้าที่คู่ควรแก่การเคารพภักดี นอกจากอัลลอฮ์เพียงองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีภาคีใด ๆ สำหรับพระองค์ อำนาจและการสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ และพระองค์ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง ข้าแด่อัลลอฮ์ ไม่มีผู้ที่จะขัดขวางในสิ่งที่พระองค์ประทานให้ และไม่มีผู้ที่จะให้ในสิ่งที่พระองค์ทรงขัดขวาง และความมีเกียรติจะไม่อำนวยประโยชน์แก่ผู้มีเกียรติให้พ้นจากการลงโทษของพระองค์ได้เลย”
لا إلَـهَ إلَّا الله وَحَدَهُ لا شَرِيكَ لَـهُ، لَـهُ المُلْكُ وَلَـهُ الحَـمْدُ وَهُوَ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيرٌ، لا حَوْلَ وَلا قُوَّةَ إلَّا بِالله، لا إلَـهَ إلَّا الله وَلا نَعْبُدُ إلَّا إيَّاهُ لَـهُ النِّعْمَةُ وَلَـهُ الفَضْلُ وَلَـهُ الثَّنَاءُ الحَسَنُ، لا إلَـهَ إلَّا الله مُـخْلِصِينَ لَـهُ الدِّينَ وَلَوْ كَرِهَ الكَافِرُونَ
คำอ่าน:
ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮุ วะหฺดะฮู ลาชะรีกะละฮฺ ละฮุลมุลกุ วะละฮุลหัมดุ วะฮุวาอะลา กุลลิชัยอิน เกาะดีรฺ ลาเหาละ วะลา กูวะตะ อิลลาบิลลาฮฺ ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮุ วะลานะอฺบุดุ อิลลา อียาฮฺ ละฮุนนิอฺมะตุ วะละฮุลฟัฎลุ วะลาฮุษ ษะนาอุล หะสัน ลาอิลาฮะอิลลอฮฺ มุคลิศินะ ละฮุดดีน วะเลากะริฮัล กาฟิรูน
ความหมาย: “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดเว้นแต่อัลลอฮ์องค์เดียวโดยไม่มีภาคีใด ๆ เสมอพระองค์ เป็นสิทธิของพระองค์ซึ่งการครอบครองและการสรรเสริญสดุดี และพระองค์ทรงยิ่งด้วยเดชานุภาพเหนือทุก ๆ สิ่ง ไม่มีความสามารถและพลังใด ๆ เว้นแต่ด้วยอัลลอฮ์ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และเราไม่เคารพสักการะสิ่งอื่นใดนอกจากพระองค์เท่านั้น เป็นสิทธิแห่งพระองค์ซึ่งการประทานความโปรดปราน ความประเสริฐ และการสรรเสริญที่งดงาม ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ โดยที่เรามอบความบริสุทธิ์ใจแห่งการยึดมั่นในศาสนาแด่พระองค์ แม้ว่าเหล่าผู้ปฎิเสธจะชิงชังก็ตาม”
سُبْحَانَ الله
คำอ่าน: สุบฮานัลลอฮฺ
ความหมาย: “มหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮ์” (33 ครั้ง)
اَلْحَمْدُ لِلَّهِ
คำอ่าน: อัลฮัมดุลลิลลาฮฺ
ความหมาย: “การสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์” (33ครั้ง)
اَللَّهُ أَكْبَرُ
คำอ่าน: อัลลอฮุอักบัร
ความหมาย: “อัลลออฮ์คือผู้ทรงเกรียงไกร” (33 ครั้ง)
จากนั้นกล่าวบทนี้ เพื่อให้ครบจำนวน 100 ที่ว่า: لَا إِلَهَ إِلَّا اللَّهُ وَحْدَهُ لَا شَرِيكَ لَهُ، لَهُ الْمُلْكُ، وَلَهُ الْـحَمْدُ، وَهُوَ عَلَى كُلِّ شَيْءٍ قَدِيرٌ،
คำอ่าน:
ลาอิละฮะอิลลัลลอฮุ วะดะฮุลาชะรีกะละ ละฮุลมุลกุวะละฮุลฮัมดุ วะฮุวะอฺะลากุลลิชัยอินเกฺาะดีร
ความหมาย: “ไม่มีพระเจ้าที่คู่ควรแก่การเคารพภักดี นอกจากอัลลอฮ์เพียงองค์เดียวเท่านั้น ไม่มีภาคีใด ๆ สำหรับพระองค์ อำนาจและการสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ และพระองค์ทรงเดชานุภาพเหนือทุกสิ่ง”
อ่านซูเราะฮ์อัลอิคลาศ อัลฟะลัก และอันนาส 3 ครั้ง หลังละหมาดฟัจญริและมักริบ และอ่าน 1 ครั้ง หลังละหมาดเวลาอื่น ๆ
จากนั้นอ่านอายะฮ์กุรซีย์ 1 ครั้ง

คำตอบ : ละหมาดสุนนะฮ์เราะวาติบมีดังนี้:
2 ร็อกอะฮ์ก่อนละหมาดศุบฮิ
4 ร็อกอะฮ์ก่อนละหมาดซุฮริ
2 ร็อกอะฮ์หลังละหมาดซุฮริ
2 ร็อกอะฮ์หลังมักริบ
และ 2 ร็อกอะฮ์หลังอิชาอ์
ส่วนความประเสริฐในเรื่องนี้นั้น ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ผู้ใดละหมาดในหนึ่งวันกับหนึ่งคืนสิบสองร็อกอะฮ์ที่มิใช่ละหมาดฟัรฏู อัลลอฮ์ได้สร้างบ้านแก่เขาหลังหนึ่งในสวรรค์” บันทึกโดย มุสลิม อะห์มัด และท่านอื่นๆ

คำตอบ : คือวันศุกร์ ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “แท้จริงบรรดาวันของพวกท่านที่ประเสริฐยิ่งในสัปดาห์ คือวันศุกร์ ในวันนั้นอาดัมถูกสร้าง อาดัมเสียชีวิต และในวันนั้นมีการเป่าสังข์และการล้มตายเพื่อฟื้นคืนชีพ ดังนั้นจงให้มากด้วยกับการกล่าวคำประสาทพรแก่ฉัน แท้จริงคำประสาทพรของพวกท่านจะถูกเสนอให้ฉันได้รับรู้" บรรดาซอหาบะฮ์กล่าวว่า: คำประสาทพรถูกเสนอให้ท่านได้รับรู้อย่างไรเล่า? ทั้งที่แท้จริงแล้วท่านได้สลายไปแล้ว - พวกเขากล่าวว่าร่างของท่านได้ผุพังไปแล้ว ท่านเลยตอบว่า "แท้จริง อัลลอฮ์ทรงห้ามแผ่นดินมิให้กัดกินเรือนร่างบรรดานบี” บันทึกโดย อบูดาวูด และท่านอื่นๆ

คำตอบ : การละหมาดวันศุกร์เป็นบัญญัติบังคับสำหรับชายมุสลิม ซึ่งบรรลุนิติภาวะ มีสติสัมปชัญญะ และไม่ไช่ผู้ที่เดินทาง
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย เมื่อได้มีเสียงร้องเรียก (อะซาน) เพื่อทำละหมาดในวันศุกร์ก็จงรีบเร่งไปสู่การรำลึกถึงอัลลอฮ์ และจงละทิ้งการค้าขายเสีย นั่นเป็นการดีสำหรับพวกเจ้าหากพวกเจ้ารู้” (อัลญุมุอะฮ์ : 9)

คำตอบ : ละหมาดวันศุกร์มี 2 ร็อกอะฮ์ โดยผู้เป็นอิมามจะอ่านเสียงดัง และก่อนละหมาดจะมี 2 คุฏบะฮ์ (เทศนาธรรม)

คำตอบ : ไม่อนุญาตให้ขาดละหมาดวันศุกร์ เว้นแต่จะมีอุปสรรคที่ได้รับการอนุโลมตามบทบัญญัติ ดังที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ผู้ใดละทิ้งละหมาดวันศุกร์สามครั้ง ในที่เขาเลินเล่อ แน่นอน อัลลอฮ์ประทับตราบนหัวใจของเขา” บันทึกโดย อบูดาวูด และท่านอื่นๆ

คำตอบ :
1. อาบน้ำเพื่อละหมาดวันศุกร์ ด้วยคำกล่าวของท่านนบี อลัยฮิเศาะลาติวัสสลาม ที่ว่า: "การอาบน้ำในวันศุกร์เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนที่ฝันแล้ว (บรรลุศาสนภาวะ)" รายงานโดย อัล-บุคอรีย์
2. ใช้ของหอม ในหะดีษ ที่ว่า: "สิทธิของ (จำเป็นต่อ) มุสลิมที่จะต้องอาบน้ำในวันศุกร์ และให้แต่ละคนได้สัมผัสกับน้ำหอมของครอบครัวของตน" รายงานโดย อะห์มัดและอัตติรมิซีย์
3. สวมเสื้อผ้าที่ดีที่สุด (ตามสภาพที่มีอยู่) ดั่งมีหะดีษ ที่ว่า: "ไม่มีสิ่งใดเป็นภาระแก่คนหนึ่งในพวกท่าน หากเขามีความสามารถ ก็ควรมีเสื้อผ้าสองชุดสำหรับวันศุกร์ นอกเหนือจากชุดทำงานของเขา" รายงานโดย อิบนุมาญะฮ์ และมาลิกในหนังสืออัลมุวัฏเฏาะ
4. ไปมัสยิดตั้งแต่เนิ่น ๆ
5. ไปมัสยิดด้วยการเดินเท้า เพราะมีหะดีษ ที่ว่า: "ผู้ใดอาบน้ำในวันศุกร์ ทำความสะอาดร่างกาย ไปแต่เนิ่นๆ เข้าใกล้ ฟัง และเงียบ เขาจะได้รับรางวัลหนึ่งปีสำหรับทุกย่างก้าวของเขา รวมถึงการถือศีลอดของมัน และการกิยามของมัน" รายงานโดย ติรมีซีย์ และนะซาอีย์
6. กล่าวคำประสาทพรแก่ท่านนบีให้มาก ๆ ท่านนบีมุฮัมมัด อลัยฮิศเศาะลาตุวัสสลาม ได้กล่าวว่า: "พวกเจ้าทั้งหลายจงกล่าวซอละวาตขอพรให้แก่ฉันทั้งในกลางวันและกลางคืนของวันศุกร์ เพราะมันเป็นสักขีพยาน ซึ่งมีมะลาอิกะฮ์เป็นพยาน และจะไม่มีผู้ใดกล่าวซอละวาตขอพรให้แก่ฉัน เว้นแต่คำซอละวาตของเขาจะปรากฏแก่ฉันจนกว่าเขาจะซอละวาตจบ” รายงานโดย อิบนุมาญะฮ์
7. อ่านสูเราะฮ์อัลกะฮ์ฟิ ดั่งมีหะดีษ ที่ว่า: "ผู้ใดที่อ่านซูเราะห์อัลกะฮ์ฟิในวันศุกร์ แสงสว่างจะส่องมายังเขาระหว่างวันศุกร์ทั้งสอง" รายงานโดย อัลหากิมและคนอื่นๆ
8. แสวงหาช่วงเวลาแห่งการตอบรับคำวิงวอนขอ ตามหะดีษจาก อบู ฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ แท้จริง ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวถึงวันศุกร์ว่า: "ในวันนั้นมีช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งไม่มีบ่าวมุสลิมคนใดที่กำลังยืนละหมาด และ ขอดุอาอ์ให้อัลลอฮ์ทรงประทานสิ่งหนึ่งสิ่งใดในช่วงที่ตรงกับเวลานั้นนอกจากอัลลอฮ์จะทรงประทานสิ่งนั้นให้แก่เขา" รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม

คำตอบ : จากรายงานของอับดุลลอฮ์ บิน อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุมา กล่าวว่า ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “การละหมาดญะมาอะฮ์ประเสริฐกว่าการละหมาดคนเดียวถึง 27 เท่า” บันทึกโดย มุสลิม

คำตอบ : คือ การที่หัวใจจดจ่ออยู่กับการละหมาด และอวัยวะส่วนต่าง ๆ นั้นสงบนิ่ง
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “แน่นอนบรรดาผู้ศรัทธาได้ประสบความสำเร็จแล้ว 2 บรรดาผู้ที่พวกเขาเป็นผู้นอบน้อมถ่อมตนในเวลาละหมาดของพวกเขา 2” (อัลมุอ์มินูน : 1-2)

คำตอบ : คือ สิทธิที่จำเป็นในทรัพย์สินที่ถูกกำหนด สำหรับกลุ่มคนที่ถูกกำหนดไว้ ในเวลาที่ถูกกำหนด
กล่าวคือ เป็นหนึ่งจากโครงสร้างหลักของศาสนาอิสลาม และเป็นทานที่จำเป็นจากทรัพย์สินของคนร่ำรวยที่จะต้องแจกจ่ายแก่คนยากจน
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และจงชำระซะกาต” (อัลบะเกาะเราะฮ์ : 34)

คำตอบ : คือ ทานประเภทอื่น ๆ ที่มิใช่ซะกาต เช่น การบริจาคสิ่งต่าง ๆ ไปในหนทางแห่งความดีงาม ในเวลาใดก็ได้
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และพวกเจ้าจงบริจาคในทางของอัลลอฮ์” (อัลบะเกาะเราะฮ์ : 195)

คำตอบ : คือ การตั้งเจตนาเคารพภักดีเพื่ออัลลอฮ์ โดยระงับจากสิ่งที่ทำให้การถือศีลอดเป็นโมฆะ ตั้งแต่แสงอรุณขึ้นจนกระทั่งดวงอาทิตย์ตกดิน และการถือศีลอดมี 2 ประเภท คือ
1. การถือศีลอดภาคบังคับ เช่น การถือศีลอดเดือนรอมฎอน ซึ่งถือเป็นหลักการหนึ่ง จากหลักการของอิสลาม
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:
ความว่า “บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย การถือศีลอดนั้นได้ถูกำหนดแก่พวกเจ้าแล้ว เช่นเดียวกับที่ได้ถูกกำหนดแก่บรรดาผู้ก่อนหน้าพวกเจ้ามาแล้วเพื่อว่าพวกเจ้าจะได้ยำเกรง” (อัลบะเกาะเราะฮ์ : 183)
2. การถือศีลอดแบบสมัครใจ เช่น การถือวันจันทร์และวันพฤหัสบดีของทุกสัปดาห์ การถือเดือนละ 3 วัน และดีที่สุดคือบรรดาวันสีขาวช่วงวันที่ 13, 14, 15 ของทุกเดือนตามจันทรคติ

คำตอบ : จากอบีฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ผู้ใดถือศีลอดเดือนรอมฎอน โดยที่เขาเป็นผู้ศรัทธาและหวังผลบุญ เขาย่อมได้รับการอภัยจากบาปที่ผ่านมา” บันทึกโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม

คำตอบ : รายงานจากอบีสะอีด อัลคุดรีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “บ่าวคนใดถือศีลอดหนึ่งวันในหนทางของอัลลอฮ์ อัลลอฮ์ย่อมให้เขาห่างไกลจากนรกเพราะการถือศีลอดวันดังกล่าวถึง 70 ฤดู” บันทึกโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
คำว่า “70 ฤดู” หมายถึง 70 ปี

คำตอบ :
1. การรับประทานและดื่มโดยเจตนา
2. อาเจียนโดยเจตนา

คำตอบ :
1. การรีบละศีลอดเมื่อได้เวลา
2. รับประทานอาหารสะหูร และล่าช้าในการรับประทานมัน
3. กระทำความดีและการเคารพภักดีให้มากขึ้น
4. คำกล่าวของผู้ที่ถือศีลอดเมื่อถูกด่าทอว่า “ฉันกำลังถือศีลอด”
5. อ่านคำวิงวอนขอขณะละศีลอด
6. การละศีลอดด้วยอินทผลัมสดหรือแห้ง หากไม่มีก็ละศีลอดด้วยน้ำ

คำตอบ : หัจญ์คือการเคารพภักดีเพื่ออัลลอฮ์ โดยการมุ่งสู่มัสยิดอัลหะรอม เพื่อปฏิบัติสิ่งต่าง ๆ ที่ถูกกำหนดไว้ ในเวลาที่ถูกกำหนด
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และสิทธิของอัลลอฮ์ที่มีแก่มนุษย์นั้นคือการมุ่งสู่บ้านหลังนั้น อันได้แก่ผู้ที่สามารถหาทางไปยังบ้านหลังนั้นได้ และผู้ใดปฏิเสธ แท้จริงอัลลอฮ์นั้นไม่ทรงพึ่งประชาชาติทั้งหลาย” (อาลอิมรอน : 97)

คำตอบ : องค์ประกอบหลักของการทำหัจญ์ มีดังนี้:
1. การเอี๊ยะรอม
2. การวุกูฟที่อะรอฟะฮ์
3. การฏอวาฟหัจญ์ (การเดินเวียนรอบกะบะฮ์)
4. การสะแอ (การเดินระหว่างภูเขาศอฟาและมัรวะฮ์)

คำตอบ : จากอบีฮุรัยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุอัยฮุ กล่าวว่า ฉันได้ยินท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ผู้ใดทำหัจญ์โดยที่เขามิได้ทำการร่วมประเวณีหรือทำอนาจาร และไม่ละเมิด เขาย่อมกลับไปดั่งวันที่มารดาของเขาได้คลอดเขาออกมา” บันทึกโดย อัลบุคอรีย์และท่านอื่นๆ
คำว่า “ดั่งวันที่มารดาของเขาได้คลอดเขาออกมา" หมายถึง เขากลับไปโดยไม่มีบาปเลย

คำตอบ : อุมเราะฮ์ คือการเคารพภักดีเพื่ออัลลอฮ์ โดยการมุ่งสู่มัสยิดอัลหะรอม เพื่อปฏิบัติสิ่งต่าง ๆ ที่ถูกกำหนดไว้ ตามวันเวลาที่ถูกกำหนด

คำตอบ : องค์ประกอบหลักของอุมเราะฮ์ ดังนี้
1. การเอี๊ยะรอม
2. การฏอวาฟ (การเดินเวียนรอบกะบะฮ์)
3. การสะแอ (การเดินระหว่างภูเขาศอฟาและมัรวะฮ์)

คำตอบ : คือการทุ่มเทกำลังความสามารถในการเผยแผ่และปกป้องศาสนาอิสลามและมุสลิม ต่อสู้กับศัตรูของอิสลามและศัตรูของมุสลิม
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และจงเสียสละทั้งด้วยทรัพย์ของพวกเจ้า และชีวิตของพวกเจ้าในทางของอัลลอฮ์ นั่นแหละคือสิ่งที่ดียิ่งสำหรับพวกเจ้า หากพวกเจ้ารู้” (อัตเตาบะฮ์ : 41)
*******

คำตอบ: จากอบูฮุร็อยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ แท้จริง ท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "พวกเจ้าเห็นว่าอย่างไร หากหน้าบ้านของคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกเจ้ามีแม่น้ำ และเขาก็ได้อาบน้ำห้าครั้งต่อวัน จะมีสิ่งสกปรกติดตัวเขาบ้างไหม?" พวกเขากล่าวว่า: จะไม่มีสิ่งสกปรกติดตัวเขาเหลืออยู่เลย ท่านพูดว่า: “นี่ก็เหมือนกับการละหมาดห้าครั้งทุกวัน ซึ่งพระเจ้าจะทรงลบล้างบาปด้วยมัน" รายงานโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม
อัด-ดะร็อน: สิ่งสกปรก