หมวดว่าด้วยหลักการเชื่อมั่น

คำตอบ : พระเจ้าของฉันคืออัลลอฮ์ ผู้ทรงเลี้ยงดูฉันและเลี้ยงดูสรรพสิ่งทั้งมวลด้วยพระเมตตาของพระองค์ พระองค์คือผู้ที่ฉันเคารพภักดี และฉันไม่มีผู้ที่สมควรแก่การเคารพภักดีอื่นใดนอกจากพระองค์ พระองค์คือผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงกรรมสิทธิ์ ผู้ประทานปัจจัยยังชีพ และผู้ทรงบริหารจัดการทุกสิ่งในสากลจักรวาล
ดังหลักฐานที่อัลลอฮ์ ตรัสว่า: ความหมาย “บรรดาการสรรเสริญทั้งมวลเป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ ผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก” (อัลฟาติหะฮ์ : 2)

คำตอบ: ศาสนาของฉันคืออิสลาม และอิสลามคือ การสวามิภักดิ์ด้วยกับการให้เอกภาพต่ออัลลอฮ์เพียงองค์เดียว และยอมจำนนต่อพระองค์ด้วยกับการเชื่อฟังปฏิบัติตาม และไม่ยุ่งเกี่ยวกับการตั้งภาคีและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหลาย
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความหมาย “แท้จริงศาสนา ณ ที่อัลลอฮ์นั้นคืออิสลาม” (อาลอิมรอน : 19)

คำตอบ: ศาสนทูตของฉันคือมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความหมาย “มุหัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮ์” (อัลฟัตห์ : 29)

คำตอบ: ถ้อยคำแห่งการให้เอกภาพต่ออัลลอฮ์ คือ “ลาฮิลาฮะ อิลลัลลอฮ์” ความหมายของมันคือ “ไม่มีผู้ที่คู่ควรแก่การเคารพภักดี นอกจากอัลลอฮ์เพียงองค์เดียวเท่านั้น”
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความหมาย “ดังนั้นเจ้า (โอ้มุหัมมัด) พึงทราบเถิดว่า แท้จริงไม่มีพระเจ้าที่ถูกเคารพภักดีที่แท้จริง นอกจากอัลลอฮ์เพียงองค์เดียวเท่านั้น” (มุหัมมัด : 19)
และพระเจ้าเอกองค์อัลลอฮ์ได้ทรงตรัสว่า: ความว่า (เช่นนั้นแหละ เพราะว่าอัลลอฮ์ คือผู้ทรงสัจจะ และแท้จริงสิ่งที่พวกเขาวิงวอนขออื่นจากพระองค์เป็นความเท็จ และแท้จริงอัลลอฮ์ คือผู้ทรงสูงส่ง ผู้ทรงยิ่งใหญ่) (อัล-ฮัจญ์: 62)

คำตอบ: อัลลอฮ์ทรงอยู่บนชั้นฟ้า พระองค์ทรงอยู่เหนือบัลลังก์ ซึ่งอยู่เหนือบรรดาสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความหมาย “ผู้ทรงกรุณาปราณีทรงสถิตอยู่เหนือบัลลังก์” (ฏอฮา : 5)
และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า: ความหมาย “และพระองค์คือผู้ทรงปรากฏแจ้งอยู่เหนือปวงบ่าวของพระองค์ และพระองค์คือผู้ทรงปรีชาญาณ ผู้ทรงรอบรู้ยิ่ง” (อัลอันอาม : 18)

คำตอบ: ความหมายของมันคือ แท้จริงอัลลอฮ์ได้ส่งท่านมายังมวลมนุษยชาติ ในฐานะเป็นผู้แจ้งข่าวดีและเป็นผู้แนะนำตักเตือน
และจำเป็นจะต้องปฏิบัติต่อท่านดังนี้ :
1. เชื่อฟังในสิ่งที่ท่านกำชับใช้
2. เชื่อมั่นในสิ่งที่ท่านบอกกล่าว
3. ไม่ฝ่าฝืนต่อคำห้ามปรามของท่าน
4. เคารพภักดีต่ออัลลอฮ์เฉพาะสิ่งที่ท่านได้กำหนดรูปแบบเอาไว้เท่านั้น กล่าวคือการปฏิบัติตามแบบอย่าง (ซุนนะฮ์) และละทิ้งการอุตริกรรม (บิดอะฮ์)
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความหมาย “ผู้ใดที่เชื่อฟังศาสนทูต (มุหัมมัด) แท้จริงเขาได้เชื่อฟังต่ออัลลอฮ์แล้ว” (อันนิสาอ์ : 80)
และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความหมาย “และเขา (มุหัมมัด) มิได้พูดตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ* แต่นั่นคือโองการที่ถูกประทานลงมา” (อันนัจญ์มุ : 3-4)
และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความหมาย “ขอสาบาน แท้จริงในศาสนทูตของอัลลอฮ์นั้นมีแบบอย่างอันดีงามสำหรับพวกเจ้า สำหรับผู้ที่หวังในการพบกับอัลลอฮ์และวันปรโลก และรำลึกถึงอัลลอฮ์อย่างมากมาย” (อัลอะห์ซาบ : 21)

คำตอบ : พระองค์ทรงสร้างพวกเรามาเพื่อการเคารพภักดีต่อพระองค์เพียงผู้เดียว โดยไม่มีภาคีอันใดต่อพระองค์ และพระองค์มิได้สร้างเรามาเพื่อความสนุกเพลิดเพลิน หรือทิ้งเราโดยไม่มีเป้าหมายใด
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความหมาย “และข้ามิได้สร้างญินและมนุษย์มาเพื่ออื่นใด นอกจากเพื่อการเคารพภักดีต่อข้าเท่านั้น” (อัซซาริยาต : 56)

คำตอบ : คือ เป็นคำนามที่รวบรวมทุกสิ่งที่อัลลอฮ์ทรงรักและพอพระทัย ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำทั้งในที่ลับและที่เปิดเผย
การงานที่เปิดเผย: ตัวอย่างเช่น การรำลึกถึงอัลลอฮ์ด้วยลิ้น การกล่าวสุบหานัลลอฮ์ การกล่าวอัลฮัมดุลิลลาฮ์ การกล่าวอัลลอฮุอักบัร การละหมาด และการทำฮัจญ์ เป็นต้น
การงานในที่ลับ: ตัวอย่างเช่น การมอบหมายต่ออัลลอฮ์ ความเกรงกลัว และความหวัง เป็นต้น

คำตอบ: สิ่งจำเป็นที่สำคัญยิ่งสำหรับเราคือ การให้เอกภาพต่ออัลลอฮ์
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : ความว่า (และพวกเขามิได้ถูกบัญชาให้กระทำอื่นใดนอกจากเพื่อเคารพภักดีต่ออัลลอฮ์ เป็นผู้มีเจตนาบริสุทธิ์ในการภักดีต่อพระองค์ เป็นผู้อยู่ในแนวทางที่เที่ยงตรง) (อัล-บัยยินะฮ์ : 5)

คำตอบ : การให้เอกภาพต่ออัลลอฮ์ มี 3 ประเภท ดังนี้
1.เตาหีดอัรรุบูบียะฮ์ หมายถึง การศรัทธาว่าแท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงสร้าง ผู้ประทานปัจจัยยังชีพ ผู้ทรงกรรมสิทธิ์ และผู้ทรงบริหารกิจการทั้งหลาย แต่เพียงผู้เดียวโดยไม่มีภาคีหุ้นส่วนใดกับพระองค์
2.เตาหีดอัลอุลูฮียะฮ์ หมายถึง การให้เอกภาพต่ออัลลอฮ์โดยการเคารพภักดีต่อพระองค์เพียงผู้เดียว ดังนั้นจึงไม่มีผู้ใดสมควรได้รับการเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮ์
3.เตาหีดอัลอัสมาอ์วัศศิฟาต หมายถึง การศรัทธาต่อพระนามและคุณลักษณะของอัลลอฮ์ ตามที่ปรากฏอยู่ในอัลกุรอานและสุนนะฮ์ โดยไม่มีการเทียบเคียง ไม่มีการเปรียบเทียบ ไม่ปฏิเสธกับสิ่งใดและไม่เทียบวิธีการกับสิ่งใด
หลักฐานของการให้เอกภาพต่ออัลอฮ์ทั้ง 3 ประเภท ส่วนหนึ่งมีดังนี้:
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความหมาย “พระเจ้าแห่งบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดินและสิ่งที่อยู่ระหว่างทั้งสอง ดังนั้นจงเคารพภักดีต่อพระองค์ และจงอดทนต่อการเคารพภักดีต่อพระองค์ เจ้ารู้หรือว่ามีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์” (มัรยัม : 65)

คำตอบ : การตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความหมาย “แท้จริงอัลลอฮ์จะไม่ทรงอภัยโทษให้แก่การที่สิ่งหนึ่งจะถูกให้มีภาคีขึ้นแก่พระองค์ และพระองค์จะทรงอภัยให้แก่สิ่งอื่นจากนั้น สำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และผู้ใดให้มีภาคีขึ้นแก่อัลลอฮ์แล้ว แน่นอนเขาได้อุปโลกน์บาปกรรมอันใหญ่หลวงขึ้น” (อันนิสาอ์ : 48)

คำตอบ : การตั้งภาคี คือการมีสิ่งอื่นร่วมกับอัลลอฮ์ ทั้งในการเคารพภักดี การเป็นผู้อภิบาล หรือในพระนามและคุณลักษณะของพระองค์
และส่วนหนึ่งจากการตั้งภาคีต่ออัลลอฮ์ คือการมอบการเคารพบูชาในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งให้แก่สิ่งอื่นที่ไม่ใช่อัลลอฮ์ ผู้ทรงสูงส่ง
ประเภทของการตั้งภาคี มีดังนี้ คือ:
การตั้งภาคีใหญ่ เช่น การวิงวอนขอต่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ หรือการก้มกราบต่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์ หรือการเชือดสัตว์พลีต่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์
การตั้งภาคีเล็ก คือโดยมันนั้นไม่ทำให้ออกจากอิสลาม เช่น การสาบานต่อสิ่งอื่นจากอัลลอฮ์ หรือเครื่องรางของขลัง กล่าวคือ การแขวนสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพื่อเป็นสื่อในการให้ได้รับประโยชน์หรือป้องกันจากอันตราย และการโอ้อวดเล็กน้อย อาทิ การละหมาดอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ผู้คนที่เห็นนั้นชื่นชม

คำตอบ: ไม่มีใครรู้สิ่งเร้นลับนอกจากอัลลอฮ์เพียงผู้เดียวเท่านั้น
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความหมาย “จงกล่าวเถิด (มุหัมมัด) ไม่มีผู้ใดในบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดินจะรู้ในสิ่งพ้นญาณวิสัยนอกจากอัลลอฮ์ และพวกเขาจะไม่รู้ว่าเมื่อใดพวกเขาจะถูกให้ฟื้นคืนชีพ” (อันนัมล์ : 65)

คำตอบ : หลักการศรัทธามี 6 ประการ ดังนี้:
1. ศรัทธาต่ออัลลอฮ์
2. ศรัทธาต่อบรรดามะลาอิกะฮ์
3. ศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์
4. ศรัทธาต่อบรรดาศาสนทูต
5. ศรัทธาต่อวันปรโลก
6. ศรัทธาต่อกฎกำหนดสภาวะทั้งดีและชั่ว
มีหลักฐานจากหะดีษญิบรีล ที่เป็นที่รู้จักในบันทึกของอิม่ามมุสลิม ญิบรีลได้กล่าวแก่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ว่า:
“โปรดบอกฉันเกี่ยวกับหลักการศรัทธาด้วยเถิด” ท่านนบีมุหัมมัดกล่าวว่า “คือการที่ท่านจะต้องศรัทธาต่ออัลลอฮ์ ต่อบรรดามะลาอิกะฮ์ของพระองค์ ต่อบรรดาคัมภีร์ของพระองค์ ต่อบรรดาเราะสูลของพระองค์ ต่อวันปรโลก และท่านจะต้องศรัทธาต่อกฎสภาวะทั้งดีและชั่วของพระองค์”

คำตอบ : 1. การศรัทธาต่ออัลลอฮ์ คือจะต้องศรัทธาว่า แท้จริงพระองค์นั้นคือผู้ทรงสร้างเจ้า และทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่เจ้า พระองค์เป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงบริหารจัดการสิ่งถูกสร้างทั้งหลายแต่เพียงผู้เดียว พระองค์คือผู้ที่สมควรได้รับการเคารพสักการะ และไม่มีผู้ที่สมควรได้รับการเคารพสักการะโดยชอบธรรมอื่นใดนอกจากพระองค์เพียงผู้เดียว พระองค์ทรงเป็นผู้สร้างและทรงบัญชา ทรงเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์และบทบัญญัติต่าง ๆ โดยลำพัง ไม่มีผู้ใดเป็นภาคีร่วมกับพระองค์
แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงยิ่งใหญ่ ผู้ทรงสมบูรณ์แบบ ซึ่งการสรรเสริญทั้งมวลนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของพระองค์ สำหรับพระองค์ทรงมีพระนามอันวิจิตร และมีคุณลักษณะอันสูงส่ง และสำหรับพระองค์ไม่มีหุ้นส่วนใด และไม่มีสิ่งใดใกล้เคียงกับพระองค์
2. การศรัทธาต่อบรรดามะลาอิกะฮ์ มะลาอิกะฮ์เป็นสิ่งถูกสร้าง ซึ่งอัลลอฮ์ได้ทรงสร้างพวกเขามาจากรัศมี เพื่อการเคารพภักดีต่อพระองค์ เพื่อการยอมจำนนต่อคำสั่งใช้ของพระองค์อย่างศิโรราบ
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสไว้ว่า:
ความว่า "แต่ว่าพวกเขา (มลาอิกะฮ์) เป็นบ่าวผู้มีเกียรติ* พวกเขาจะไม่ชิงกล่าวคำพูดก่อนพระองค์ และพวกเขาปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์" (อัล-อันบิยาอ์ : 26-27)
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า: "มะลาอิกะฮ์ถูกสร้างขึ้นจากรัศมี" รายงานโดย มุสลิม
และส่วนหนึ่งจากบรรดามะลาอิกะฮ์ คือ ญิบรีล อะลัยฮิสสะลาม ซึ่งมีหน้าที่นำโองการของอัลลอฮ์มายังบรรดาศาสนทูต อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า: ความว่า "และแท้จริงมัน เป็นการประทานลงมาของพระเจ้าแห่งสากลโลก* อัรรูห์ ผู้ซื่อสัตย์ ได้นำมันลงมา* ยังหัวใจของเจ้าเพื่อเจ้าจักได้เป็นผู้ตักเตือนคนหนึ่ง* เป็นภาษาอาหรับอันชัดแจ้ง" (อัช-ชุอะรออ์: 192-195)
3. การศรัทธาต่อบรรดาคัมภีร์ คือบรรดาคัมภีร์ที่อัลลอฮ์ได้ประทานให้แก่บรรดาศาสนทูตของพระองค์
เช่น อัลกุรอาน:
ถูกประทานให้แก่ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
อัลอินญีล: ถูกประทานให้แก่ท่านนบีอีซา อะลัยฮิสสลาม
อัตเตารอต: ถูกประทานให้แก่ท่านนบีมูซา อะลัยฮิสสลาม
อัซซะบูร: ถูกประทานให้แก่ท่านนบีดาวุด อะลัยฮิสสลาม
ศุฮุฟอิบรอฮีมและมูซา: ถูกประทานให้แก่ท่านนบีอิบรอฮีมและท่านนบีมูซา อะลัยฮิมัสสลาม
4. การศรัทธาต่อบรรดาศาสนทูตของพระองค์ พวกเขาเป็นผู้ที่อัลลอฮ์ได้ส่งไปสอนปวงบ่าวของพระองค์ โดยเป็นผู้แจ้งข่าวดีในเรื่องความดีงามและสวรรค์ ตักเตือนในเรื่องความชั่วร้ายและนรก
และผู้ที่ประเสริฐสุดจากพวกเขาเหล่านั้น คือผู้ที่แบกรับภาระอันหนักยิ่ง ซึ่งได้แก่:

นูห์ อะลัยฮิสสลาม
อิบรอฮีม อะลัยฮิสสลาม
มูซา อะลัยฮิสสลาม
อีซา อะลัยฮิสสลาม
มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
5. การศรัทธาต่อวันปรโลก คือศรัทธาต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากการเสียชีวิต ขณะอยู่ในหลุมฝังศพ รวมถึงวันกิยามะฮ์ วันแห่งการฟื้นคืนชีพและการสอบสวนคิดบัญชี โดยที่ชาวสวรรค์จะได้พำนักในสถานที่สำหรับพวกเขา และชาวนรกนั้นก็จะพำนักอยู่ในสถานที่สำหรับพวกเขา
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า :
ความว่า "แต่ละชีวิตนั้น จะได้ลิ้มรสแห่งความตาย และแท้จริงที่พวกเจ้าจะได้รับรางวัลของพวกเจ้าโดยครบถ้วนนั้น คือวันปรโลก แล้วผู้ใดที่ถูกให้ห่างไกลจากไฟนรก และถูกให้เข้าสวรรค์แล้วไซร้ แน่นอน เขาก็ชนะแล้ว และชีวิตความเป็นอยู่แห่งโลกนี้นั้น มิใช่อะไรอื่น นอกจากสิ่งอำนวยประโยชน์แห่งการหลอกลวงเท่านั้น" (อาล-อิมรอน: 185)
6. การศรัทธาต่อกฎสภาวะทั้งดีและร้ายมาจากอัลลอฮ์
กฎสภาวะ หมายถึง การเชื่อว่าอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ต่อทุกสรรพสิ่งที่จะเกิดขึ้นในโลกนี้ ซึ่งพระองค์ได้กำหนดเรื่องดังกล่าวไว้ในแผ่นจารึกที่ถูกพิทักษ์ไว้อย่างดี และตามที่พระองค์ทรงประสงค์ให้มี และทรงสร้างมันขึ้นมา
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:
ความว่า “แท้จริงทุกสรรพสิ่งนั้น เราสร้างมันขึ้นมาตามสัดส่วน” (อัลเกาะมัร : 49)
และกฎสภาวะมีองค์ประกอบ 4 ลำดับ ดังนี้:
1. ความรู้ของอัลลอฮ์ หมายถึง การศรัทธาต่อความรู้ของอัลลอฮ์ที่มีมาก่อนทุกสรรพสิ่ง ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ขึ้น และหลังจากที่เกิดขึ้นแล้ว
หลักฐานของมันคือ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:
ความหมาย “แท้จริงอัลลอฮ์นั้น ความรู้แห่งวันอวสานมีอยู่ ณ ที่พระองค์ และพระองค์ทรงประทานฝนลงมา และพระองค์ทรงรอบรู้สิ่งที่อยู่ในมดลูก และไม่มีชีวิตใดรู้ว่า ณ แผ่นดินใดที่จะตาย แท้จริงอัลลอฮ์ คือผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดถี่ถ้วน” (ลุกมาน : 34)
2. ศรัทธาว่าแท้จริงอัลลอฮ์ได้ทรงบันทึกทุกสรรพสิ่งไว้ในแผ่นจารึกที่ถูกพิทักษ์ไว้เป็นอย่างดี ดังนั้นทุกสรรพสิ่งที่ได้เกิดขึ้นผ่านมาแล้ว หรือที่จะเกิดขึ้น ก็ล้วนถูกบันทึกไว้ในแผ่นจารึก ณ พระองค์
หลักฐานของมันคือ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:
ความว่า “และที่พระองค์นั้นมีบรรดากุญแจแห่งความเร้นลับ โดยที่ไม่มีใครรู้ถึงกุญแจเหล่านั้น นอกจากพระองค์เท่านั้น และพระองค์ทรงรู้สิ่งที่อยู่ในแผ่นดิน และในทะเล และไม่มีใบไม้ใดร่วงหล่นลงนอกจากพระองค์จะทรงรู้มัน และไม่มีเมล็ดพืชใด ซึ่งอยู่ในความมืดของแผ่นดิน และไม่มีสิ่งที่อ่อนนุ่มใด และสิ่งที่แห้งใด นอกจากจะอยู่ในบันทึกอันชัดแจ้ง” (อัลอันอาม : 59)
3. ศรัทธาว่าแท้จริงทุกสรรพสิ่งนั้นเกิดขึ้นด้วยประสงค์ของอัลลอฮ์ และจะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นจากพระองค์หรือจากผู้ที่พระองค์ทรงสร้าง ยกเว้นด้วยความประสงค์ของพระองค์ และบ่าวนั้น มีสิทธิเลือก มีสิทธิกระทำ และมีการอนุมัติ แต่ทว่า การกระทำและการอนุมัตินั้น จะเกิดขึ้นหลังจากการอนุมัติของอัลลอฮ์ ตะอาลา
หลักฐานของมันคือ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:
ความว่า“สำหรับบุคคลในหมู่พวกเจ้าที่ประสงค์อยู่ในทางอันเที่ยงตรง 28 และพวกเจ้าจะไม่สมประสงค์สิ่งใดเว้นแต่อัลลอฮ์พระผู้อภิบาลแห่งสากลโลกจะทรงประสงค์ 29” (อัตตักวีร : 28-29)
4. ศรัทธาว่าแท้จริงทุกสรรพสิ่งเป็นสิ่งถูกสร้าง และอัลลอฮ์เป็นผู้ทรงสร้าง โดยที่พระองค์ทรงสร้างรูปลักษณ์ คุณลักษณะ อิริยาบถต่าง ๆ และทุกสรรพสิ่งที่อยู่ในนั้น
หลักฐานของมันคือ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า:
ความว่า “อัลลอฮ์ทรงสร้างพวกท่าน และสิ่งที่พวกท่านกระทำขึ้น” (อัศศ็อฟฟาต : 96)

คำตอบ : อัลกุรอาน หมายถึง คำดำรัสของอัลลอฮ์ ซึ่งมิใช่เป็นสิ่งถูกสร้างแต่อย่างใด
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และหากว่ามีคนใดในกลุ่มมุชริกได้ขอให้เจ้าคุ้มครอง ก็จงคุ้มครองเขาเถิด จนกว่าเขาจะได้ยินดำรัสของอัลลอฮ์” (อัตเตาบะฮ์ : 6)
และมันถูกเล่าในหะดีษว่า: (ความเหนือกว่าของพระดำรัสของพระเจ้าเหนือคำอื่นๆ นั้น ก็เหมือนกับความเหนือกว่าของพระเจ้า ซึ่งเหนือสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างทั้งหลาย) รายงานโดย อัต-ติรมิซีย์

คำตอบ : สุนนะฮ์ คือ ทุกคำพูด การกระทำ การยอมรับ คุณลักษณะทางสรีระร่างกายหรือคุณลักษณะเกี่ยวกับมารยาทของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม

คำตอบ : บิดอะฮ์ คือ สิ่งมนุษย์ได้อุตริขึ้นในศาสนา โดยที่สิ่งดังกล่าวไม่มีปรากฏในสมัยของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และในสมัยของบรรดาเศาะหาบะฮ์
สำหรับบิดอะฮ์นั้นไม่อนุญาตให้กระทำ และจะต้องโต้ตอบอีกด้วย
ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ทุกบิดอะฮ์นั้นเป็นความหลงผิด” รายงานโดย อบูดาวุด
และคำกล่าวของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ว่า: "ผู้ใดที่ปฏิบัติงานหนึ่งที่ไม่ใช่กิจการของเรา ถือว่าเป็นโมฆะ" รายงานโดย มุสลิม
ตัวอย่างบิดอะฮ์ การเพิ่มเติมในเรื่องอิบาดะฮ์ อาทิเช่น การเพิ่มเติมการล้างอวัยวะเป็นครั้งที่สี่ในการอาบน้ำละหมาด หรือการจัดงานเฉลิมฉลองวันประสูติของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เพราะพิธีกรรมดังกล่าวไม่มีรายงานมาจากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม แต่อย่างใด

คำตอบ : “อัลวะลาอ์” หมายถึง การรักและสนับสนุนบรรดาผู้ศรัทธา
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า“บรรดาผู้ศรัทธาชายและบรรดาผู้ศรัทธาหญิง บางส่วนของพวกเขาต่างเป็นผู้ช่วยเหลืออีกบางส่วน”
(อัตเตาบะฮ์ : 71)
“อัลบะรออ์” หมายถึง การรังเกียจต่อบรรดาผู้ปฏิเสธและผู้ที่เป็นศัตรูกับบรรดาผู้ศรัทธา
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “แน่นอนได้มีแบบอย่างอันดีงามสำหรับพวกเจ้าแล้วใน (ตัว) อิบรอฮีม และบรรดาผู้ที่อยู่ร่วมกับเขา เมื่อพวกเขากล่าวแก่หมู่ชนของพวกเขาว่า แท้จริงพวกเราขอปลีกตัวจากพวกท่าน และสิ่งที่พวกท่านเคารพภักดีอื่นจากอัลลอฮ์ เราขอปฏิเสธศรัทธาต่อ (ศาสนา) ของพวกท่าน การเป็นศัตรูและการเกลียดชังระหว่างพวกเรากับพวกท่านได้ปรากฏขึ้นแล้ว (และจะคงอยู่) ตลอดไปจนกว่าพวกท่านจะศรัทธาต่ออัลลอฮ์องค์เดียว”
(อัลมุมตะหินะฮ์ : 4)

คำตอบ : อัลลอฮ์จะไม่ทรงตอบรับแนวทางใดอื่นจากอิสลาม
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และผู้ใดแสวงหาศาสนาหนึ่งศาสนาใดอื่นจากอิสลามแล้ว ศาสนานั้นก็จะไม่ถูกรับจากเขาเป็นอันขาด และในปรโลกเขาจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน” (อาล อิมรอน : 85)

คำตอบ: ตัวอย่างการปฏิเสธด้วยคำพูด เช่น การด่าทออัลลอฮ์หรือด่าทอท่านเราะซูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
ตัวอย่างการปฏิเสธด้วยการกระทำ เช่น การด้อยค่าอัลกุรอาน การกราบไหว้ต่อสิ่งอื่นนอกจากอัลลอฮ์
ตัวอย่างการปฏิเสธด้านความเชื่อ เช่น การเชื่อมั่นว่ายังมีสิ่งอื่นที่เหมาะสมแก่การเคารพภักดีอื่นจากอัลลอฮ์ หรือยังมีผู้สร้างอื่นร่วมกับอัลลอฮ์

คำตอบ:
1. นิฟากใหญ่ หมายถึง ปกปิดการปฏิเสธและแสดงตนในการศรัทธา
กรณีนี้หลุดพ้นจากวงโคจรอิสลาม และถือว่าเป็นการปฏิเสธใหญ่ (กุฟรุนอักบัร)
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “แท้จริงบรรดามุนาฟิกนั้นอยู่ในชั้นต่ำสุดของนรก และเจ้าจะไม่พบผู้ช่วยเหลือใด ๆ สำหรับพวกเขาเป็นอันขาด” (อันนิสาอ์ : 145)
2. นิฟากเล็ก อาทิเช่น การโกหก การผิดสัญญา และการบิดพลิ้ว
กรณีนี้ไม่ได้ออกจากอิสลาม แต่เขาจะได้รับความผิดและถูกลงโทษ
ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า ความว่า “เครื่องหมายคนกลับกลอกมี 3 ประการ: เมื่อเขาพูดเขาโกหก เมื่อเขาสัญญาเขาก็ผิดสัญญา และเมื่อเขาได้รับการไว้วางใจเขาบิดพลิ้ว” บันทึกโดย อัลบุคอรีย์และมุสลิม

คำตอบ : นบีหรือศาสนทูตสุดท้ายคือ นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “มุหัมมัดมิได้เป็นบิดาผู้ใดในหมู่บุรุษของพวกเจ้า แต่เป็นเราะสูลของอัลลอฮ์และคนสุดท้ายแห่งบรรดานบี” (อัลอะห์ซาบ : 40)
ท่านเราะสูลุลลอฮ์ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: “ฉันเป็นนบีท่านสุดท้าย ไม่มีนบีหลังจากฉันอีกแล้ว” รายงานโดย อบูดาวุดและติรมิซีย์ และคนอื่นๆ

คำตอบ : อัลมุอ์ยิซะฮ์ คือทุกสิ่งที่ไม่ใช่เป็นเรื่องปกติวิสัยที่อัลลอฮ์ได้ประทานให้แก่บรรดานบี เพื่อเป็นหลักฐานยืนยันถึงความสัจจริงของพวกเขา อาทิเช่น
-กรณีการผ่าดวงจันทร์ของท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : ความว่า "วันกิยามะฮ์ ได้ใกล้เข้ามาแล้ว และดวงจันทร์ได้แยกออกจากกัน* และหากพวกเขาเห็นสัญญาณ (ปาฏิหาริย์) พวกเขาก็ผินหลังให้และกล่าวว่า นี่คือมายากลที่มีมาก่อนแล้ว* และพวกเขาได้ปฏิเสธและปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ต่ำของพวกเขา และกิจการทุกอย่างย่อมเป็นไปตามกำหนด" (อัล-เกาะมัร: 1-3)
-กรณีทะเลแยกของท่านนบีมูซา อะลัยฮิสลาม และการจมน้ำของฟิรเอาน์พร้อมไพร่พลของเขา อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : ความว่า "และจงรำลึกเถิดว่า เมื่อตอนที่เราได้แยกน้ำทะเล เพื่อนำทางให้สูเจ้า และให้สูเจ้าผ่านทางนั้นไปได้โดยปลอดภัย และเราได้ทำให้บริวารของฟิรเอาน์ จมน้ำไปต่อหน้าต่อตาของสูเจ้า" (อัล-บะเกาะเราะห์: 50)

คำตอบ : เศาะหาบะฮ์ คือ ผู้ที่ได้พบกับท่านนบี ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ศรัทธาต่อท่าน และเสียชีวิตในอิสลาม
เราจะต้องรักพวกเขา และจะต้องปฏิบัติตามพวกเขา เพราะพวกเขาเป็นผู้ที่ประเสริฐรองลงมาจากบรรดานบี
ผู้ที่ประเสริฐสุดจากพวกเขา คือ บรรดาเคาะลีฟะฮ์ทั้ง 4 ท่าน คือ:
อบูบักร์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ
อุมัร เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ
อุษมาน เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ
และอะลีย์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ
พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพตรัสเกี่ยวกับบรรดาเศาะฮาบะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุม ว่า: ความว่า "บรรดาบรรพชนรุ่นแรกในหมู่ผู้อพยพ (ชาวมุฮาญิรีนจากมักกะฮ์) และในหมู่ผู้ให้ความช่วยเหลือ (ชาวอันศอรจากมะดีนะฮ์) และบรรดาผู้ดำเนินตามพวกเขาด้วยการทำดีนั้น อัลลอฮ์ทรงพอพระทัยในพวกเขา และพวกเขาก็พอใจในพระองค์ด้วย และพระองค์ทรงเตรียมไว้ให้พวกเขาแล้ว ซึ่งบรรดาสวนสวรรค์ที่มีแม่น้ำหลายสายไหลผ่านอยู่เบื้องล่างพวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาลนั่นคือชัยชนะอันใหญ่หลวง" (อัต-เตาบะฮ์: 100)

คำตอบ : มารดาของผู้ศรัทธาคือ บรรดาภรรยาของท่านนบี ศ็อลลัลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “นบีมีสิทธิ์เหนือบรรดาผู้ศรัทธายิ่งกว่าตัวของพวกเขาเอง และบรรดาภริยาของพระองค์เป็นมารดาของพวกเขา” (อัลอะห์ซาบ : 6)

คำตอบ : เราจะต้องรักใคร่และมอบความใกล้ชิดต่อพวกเขา และเราจะต้องรังเกียจต่อผู้ที่รังเกียจพวกเขาแต่เราไม่สุดโต่งในเรื่องของพวกเขา พวกเขาคือ บรรดาภรรยาของท่านนบี ลูกหลานของเขา บนีฮาชิม บนีอัลมุฏฏอลิบ จากบรรดาผู้ศรัทธา
อัลลอฮ์ ตะอาลา ทรงตรัสว่า : ความว่า "อัลลอฮ์เพียงแต่ต้องการที่จะขจัดความโสโครกออกไปจากพวกเจ้า โอ้สมาชิกของวงศ์ตระกูล (นบี) เอ๋ย และทรง (ประสงค์) ที่จะขัดเกลาพวกเจ้าให้สะอาดบริสุทธิ์" (อัล-อะห์ซาบ: 33)
และในหะดีษของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ที่ได้กล่าวไว้ว่า: "ฉันขอตักเตือนพวกเจ้าด้วยอัลลอฮ์เกี่ยวกับอะฮ์ลุลบัยต์ของฉัน ฉันขอตักเตือนพวกเจ้าด้วยอัลลอฮ์เกี่ยวกับอะฮ์ลุลบัยต์ของฉัน ฉันขอตักเตือนพวกเจ้าด้วยอัลลอฮ์เกี่ยวกับอะฮ์ลุลบัยต์ของฉัน" รายงานโดย มุสลิม

คำตอบ : หน้าที่ของเราคือการให้ความเคารพพวกเขา เชื่อฟังและปฏิบัติตามพวกเขาในสิ่งที่ไม่เป็นบาป การขอดุอาอ์และให้คำแนะนำแก่พวกเขาเป็นการลับ และไม่ก่อกบฏต่อพวกเขา เว้นแต่ว่าเราจะเห็นการปฏิเสธศรัทธาอย่างชัดแจ้ง
อัลลอฮ์ ตะอาลา ได้ตรัสไว้ว่า: ความว่า (โอ้บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงเชื่อฟังอัลลอฮ์ และเชื่อฟังเราะซูลเถิด และผู้ปกครองในหมู่พวกเจ้าด้วย แต่ถ้าพวกเจ้าขัดแย้งกันในสิ่งใด ก็จงนำสิ่งนั่นกลับไปยังอัลลอฮ์ และเราะซูล หากพวกเจ้าศรัทธาต่ออัลลอฮ์และวันปรโลก นั่นแหละเป็นสิ่งที่ดียิ่งและเป็นการกลับไปที่สวยยิ่ง) (อัล-นิสาอ์ : 59)

คำตอบ : ที่พำนักของผู้ศรัทธาคือ สวนสวรรค์ อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสไว้ว่า: ความว่า “แท้จริงอัลลอฮจะทรงให้บรรดาผู้ศรัทธาและประกอบความดีทั้งหลายเข้าสู่สวนสวรรค์อันหลากหลาย ณ เบื้องล่างสวนสวรรค์มีลำน้ำหลายสายไหลผ่าน” (มุหัมมัด : 12)

คำตอบ : ที่พำนักของผู้ปฏิเสธคือ นรก อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “พึงระวังไฟนรก ซึ่งเชื้อเพลิงของมันคือมนุษย์และหิน โดยที่มันได้ถูกจัดเตรียมไว้ สำหรับบรรดาผู้ปฏิเสธ” (อัลบะเกาะเราะฮ์ : 24)

คำตอบ : “ความกลัว” คือ การเกรงกลัวต่ออัลลอฮ์ และเกรงกลัวต่อการลงโทษของพระองค์
“ความหวัง”
คือ หวังการตอบแทนจากอัลลอฮ์ การอภัยโทษ และความเมตตาจากพระองค์
ดั่งหลักฐานจากดำรัสของอัลลอฮ์ ที่ีว่า: ความว่า “เหล่านั้นที่พวกเขาวิงวอนนั้น พวกมันก็ยังหวังที่จะหาทางเข้าสู่พระเจ้าของพวกมันว่า ผู้ใดในหมู่พวกมันจะเข้าใกล้ที่สุด และพวกมันยังหวังในความเมตตาของพระองค์ และกลัวการลงโทษของพระองค์ แท้จริงการลงโทษของพระเจ้าของเจ้านั้นควรน่าระวังยิ่ง” (อัลอิสรออ์ : 57)
และอัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสอีกว่า: ความหมาย “จงแจ้งแก่ปวงบ่าวของข้าว่า แท้จริงข้าคือผู้อภัย ผู้เมตตาเสมอ และแท้จริงการลงโทษของข้านั้น เป็นการลงโทษที่เจ็บแสบยิ่ง” (อัลหิจญ์ริ : 49-50)

คำตอบ : อัลลอฮฺ, อัรร็อบ หมายถึง พระผู้อภิบาล, อัรเราะห์มาน หมายถึง ผู้ทรงกรุณาปราณี, อัสสะเมียะอ์ หมายถึง ผู้ทรงได้ยิน, อัลบะศีร หมายถึง ผู้ทรงเห็น, อัลอะลีม หมายถึง ผู้ทรงรอบรู้, อัรร๊อซซาก หมายถึง ผู้ทรงประทานปัจจัยยังชีพ, อัลหัยยุ หมายถึง ผู้ทรงนิรันดร์, อัลอะซีม หมายถึง ผู้ทรงยิ่งใหญ่ และอื่น ๆ จากพระนามอันวิจิตรและคุณลักษณะอันสูงส่ง

คำตอบ :
อัลลอฮ์ หมายถึง พระเจ้าผู้สมควรแก่การเคารพภักดีแต่เพียงผู้เดียว โดยไม่มีภาคีหุ้นส่วนใด
อัรร็อบ หมายถึง พระองค์ผู้ทรงสร้าง ผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงประทานปัจจัยยังชีพ ผู้ทรงบริหารจัดการแต่เพียงผู้เดียว ไม่มีภาคีหุ้นส่วนใด
อัสสะเมียะอ์ หมายถึง พระองค์เป็นผู้ทรงได้ยินอย่างกว้างขวางครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง พระองค์ทรงได้ยินเสียงต่าง ๆ ทั้งในความแตกต่างและหลากหลาย
อัลบะศีร หมายถึง พระองค์ทรงเห็นทุกสรรพสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นสิ่งเล็กหรือสิ่งใหญ่
อัลอะลีม หมายถึง พระองค์เป็นผู้ทรงมีความรอบรู้ครอบคลุมทุกสรรพสิ่ง ทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต
อัรเราะห์มาน หมายถึง พระองค์เป็นผู้ทรงกรุณาปราณีอย่างกว้างขวางต่อบรรดาสิ่งถูกสร้างและสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย ดังนั้นบรรดาปวงบ่าวและสิ่งถูกสร้างล้วนแล้วอยู่ภายใต้ความโปรดปรานของพระองค์ทั้งสิ้น
อัรร๊อซซาก หมายถึง พระองค์เป็นผู้ประทานปัจจัยยังชีพแก่สิ่งถูกสร้างทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์ ญิน และสัตว์ทั้งหลาย
อัลหัยยุ หมายถึง พระองค์เป็นผู้ทรงนิจนิรันดร์ พระองค์ไม่ทรงดับสูญ แต่สรรพสิ่งทั้งหลายนั้นจะต้องสูญสลาย
อัลอะซีม หมายถึง พระองค์เป็นผู้ทรงสมบูรณ์เพียบพร้อม และเป็นผู้ทรงยิ่งใหญ่ ทั้งด้านพระนามและคุณลักษณะ รวมถึงด้านการกระทำ
พระองค์ผู้ทรงปรีชาญาณ หมายถึง ผู้ทรงปัญญาในการสร้างสรรค์ เชี่ยวชาญ และทำให้มันสมบูรณ์แบบและดีที่สุด และพระองค์ทรงมีวิทยปัญญาในการสร้างสรรค์และการสั่งการ
และวิทยปัญญา นั่นคือ การวางสิ่งใดสิ่งหนึ่งไว้ในที่ของมัน และวางไว้ในที่ๆ เหมาะสมสำหรับมัน

คำตอบ : เราจะต้องรักใคร่ต่อพวกเขา เมื่อมีประเด็นปัญหาทางศาสนาเราจะต้องกลับไปหาพวกเขา เราจะกล่าวถึงพวกเขาในสิ่งที่ดีงาม ส่วนผู้ที่กล่าวถึงพวกเขาในทางที่เสียหาย ถือว่ามันไม่ใช่แนวทาง
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “อัลลอฮ์จะทรงยกย่องเทิดเกียรติแก่บรรดาผู้ศรัทธาในหมู่พวกเจ้า และบรรดาผู้ได้รับความรู้หลายชั้น และอัลลอฮ์ทรงรอบรู้ยิ่งในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ” (อัลมุญาดะละฮ์ : 11)

คำตอบ : ผู้ที่อัลลอฮ์ทรงรักใคร่ คือ บรรดาผู้ศรัทธา ผู้ที่มีความยำเกรง ที่ปฏิบัติตามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “พึงทราบเถิดว่า แท้จริงบรรดาคนที่อัลลอฮ์รักนั้น ไม่มีความหวาดกลัวอันใดแก่พวกเขา และพวกเขาจะไม่เศร้าโศกเสียใจ คือบรรดาผู้ศรัทธา และพวกเขามีความยำเกรง” (ยูนุส : 62-63)

คำตอบ : การศรัทธานั้นจะต้องประกอบไปด้วยคำพูด การปฏิบัติ และการยึดมั่น
คือ กล่าววาจาด้วยลิ้น ความเชื่อมั่น และการกระทำทางใจ และการกระทำทางอวัยวะภายนอก
ในหะดีษจาก อบู ฮุรัยเราะฮ์ เราะฎิยัลลอฮุอันฮุ จากท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "การศรัทธานั้นมีเจ็ดสิบ หรือหกสิบกว่าแขนง ที่ประเสริฐสุดคือการกล่าวคำว่า ลาอิลาฮะอิลลัลลลอฮ์ (ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพสักการะที่แท้จริงนอกจากอัลลอฮ์) และที่ต่ำสุดของการศรัทธาคือ การขจัดสิ่งอันตรายออกจากทางสัญจร และความละอายนั้นคือส่วนหนึ่งของการศรัทธา" รายงานโดย มุสลิม

คำตอบ : การศรัทธานั้นจะเพิ่มขึ้นด้วยกับการเชื่อฟังปฏิบัติตาม และจะลดลงด้วยกับการฝ่าฝืน
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “แท้จริงบรรดาผู้ที่ศรัทธานั้น คือผู้ที่เมื่ออัลลอฮ์ถูกกล่าวขึ้น หัวใจของพวกเขาก็หวั่นเกรง และเมื่อบรรดาโองการของพระองค์ถูกอ่านแก่พวกเขา โองการเหล่านั้นก็เพิ่มพูนความศรัทธาแก่พวกเขา และแด่พระเจ้าของพวกเขานั้นพวกเขามอบหมายกัน” (อัลอันฟาล : 2)

คำตอบ : หลักคุณธรรม คือ การเคารพภักดีต่อพระองค์อัลลอฮ์ เสมือนว่าท่านกำลังเห็นพระองค์ แม้ว่าท่านจะไม่เห็นพระองค์ แต่แท้จริงแล้วพระองค์นั้นทรงเห็นท่าน

คำตอบ : การงานจะถูกตอบรับด้วยกับเงื่อนไข 2 ประการ:
1. เมื่อการงานนั้นเกิดจากความบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮ์
2. เมื่อการงานนั้นตรงกับแบบอย่างของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม

คำตอบ : การมอบหมายต่ออัลลอฮ์ คือ การพึ่งพาต่ออัลลอฮ์ในสิ่งที่จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ หรือเพื่อการขจัดภัยอันตราย พร้อมกับการสร้างสาเหตุต่าง ๆ
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “และผู้ใดที่มอบหมายต่ออัลลอฮ์ ก็เป็นการเพียงพอแล้วสำหรับเขา” (อัฏเฏาะล๊าก : 3)
คำว่า “เป็นการเพียงพอแล้วสำหรับเขา” หมายถึง อัลลอฮ์องค์เดียวเป็นที่เพียงพอแล้วสำหรับเขา

คำตอบ : ความดี คือ ทุกการงานที่เชื่อฟังปฏิบัติตามอัลลอฮ์ ความชั่ว คือ การยับยั้งจากทุกสิ่งที่เป็นการฝ่าฝืนต่ออัลลอฮ์
อัลลอฮ์ ตะอาลา ตรัสว่า: ความว่า “พวกเจ้านั้นเป็นประชาชาติที่ดียิ่งซึ่งถูกให้อุบัติขึ้นสำหรับมนุษยชาติ โดยที่พวกเจ้าใช้ให้ปฏิบัติสิ่งที่ชอบ และห้ามมิให้ปฏิบัติสิ่งที่มิชอบ และศรัทธาต่ออัลลอฮ์” (อาล อิมรอน : 110)

คำตอบ : พวกเขาคือ ผู้ที่ปฏิบัติตามแนวทางของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และบรรดาเซาะฮาบะฮ์ของท่าน ทั้งในคำพูด การกระทำและการเชื่อมั่น
คำตอบ : สาเหตุที่เรียกว่า “อะลุสสุนนะฮฺ” เพราะว่าพวกเขาปฏิบัติตามแนวทางของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม และไม่ทำอุตริกรรม
ส่วนคำว่า “ญะมาอะฮ์” นั้น เพราะว่าพวกเขารวมตัวกันบนแนวทางสัจธรรม และไม่แตกแยกกันในสัจธรรม
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า: "ลูกหลานของอิสราเอลจะแตกแยกออกเป็นเจ็ดสิบสองแนวทาง และประชาชาติของฉันจะแตกแยกออกเป็นเจ็ดสิบสามแนวทาง ทั้งหมดอยู่ในนรก ยกเว้นแนวทางเดียวเท่านั้น”
พวกเขากล่าวว่า แนวทางนั้นคือใคร โอ้ ศาสนทูตแห่งอัลลอฮ์? เขากล่าวว่า “คือแนวทางของฉันและบรรดาสาวกของฉัน” รายงานโดย อัต-ติรมิซีย์